Have time?


ขอบคุณ นาฬิกา สวย ๆ จาก


แวะไปที่เพจเฟซบุ๊คได้นะคะ
Honeynut House

อื่น ๆ
Auto Backlinks

ทริปอดีต Japan(s.2) ตอน 9 อำลา Atami และแวะชม ปราสาท Odawara

รวมที่พักสำหรับนักเดินทางเดี่ยว โลเคชั่นเยี่ยม ที่โตเกียว
สารบัญรวมเที่ยวญี่ปุ่นทุก season 
บล๊อกเก่าเล่าใหม่ Smiley อินเดียจ๋า ฉันมาแล้วจ้ะ
Live on page กระเป๋าหายทำไงดีจ๊ะ+ย่านฮาราจูกุ

<<ไปอ่านตอนที่แล้ว Go Japan 2 Atami onsen อาหารค่ำชุดใหญ่ ที่นี่

ฮือม…ม…เมื่อคืนนอนหลับฝันดีที่ Atami …อิอิ…

jp473

ตื่นมาราว ๆ 7 โมงเช้า วันนี้ข้างนอกอากาศหนาวกว่าเมื่อวาน ทำให้ที่คิดว่าจะไปเดินชายทะเลก็คงไปไม่ไหว สงสารพ่อกับแม่ด้วย (จะไปคนเดียวเดี๋ยวจะติดลมอีก trip ที่วางไว้คงพัง) เลยดูทีวี นั่งคุยกันไปเรื่อยๆ ทำแผลที่ล้มวันก่อนให้พ่อด้วย

วันนี้คุณน้า มาด้วยชุดนี้ค่ะ (ชุดเดิมแหละ แต่ทับผ้ามา)

jp483

แม่บ้านคนเดิมมาจัดอาหารให้ตอน 8 โมงเช้า 

jp481

อลังการน่าทานทั้งนั้นนอกจากมีข้าวสวยให้แล้ว ยังมีปลาย่างซีอิ้ว เต้าหู้นิ่ม ๆ ปลาดิบ+วาซาบิแบบขาว ๆ เครื่องเคียง ไข่ลวก

มีซุป

นอกจากชุดอาหารก็มีชาให้ด้วย เป็นชาเขียว

อาหารมื้อเช้า เห็นนิด ๆ หน่อย ๆ ก็อิ่มเหมือนกันนะคะ เขาให้ข้าวมาก็เต็มโถ มีนัตโตะด้วย พวกเราก็กินกันไม่เป็น (ฉันเข็ดแล้วคราวที่แล้วกัดซูชิที่สอดไส้นัตโตะไปเต็มรัก) มีแต่พี่เป๋อที่อยู่ญี่ปุ่นมาราว 15 ปี ที่เอร็ดอร่อยอยู่คนเดียว

แต่อย่างอื่นฉันก็ทานได้หมดน่ะแหละ 

กินได้แป๊บเดียวก็ซ้อนจานซะแล้ว

แล้วเราก็นั่งพักกัน ก่อนที่จะออกจากอาตามิตามแผนที่วางไว้คือราว 10 โมง

ที่นั่งแสนสบาย

คุณแม่นั่งชมวิวริมหน้าต่าง

jp490

และเมื่ออิ่มแล้ว ป้าคนเดิมก็มาเก็บของ คราวนี้ถ่ายทันแล้ว

jp491

jp492

จากนั้นเราก็เก็บของ เตรียมบ๊ายบาย อาตามิกันแล้วค่ะ

เราใช้เวลาประมาณ 15 นาที เดินจากโรงแรมมาสถานีรถไฟอาตามิ แวะซื้อของที่เดิน แม่กับน้าช๊อปกันกระจายอีกเช่นเคย ตรงสถานีมีส้มขายด้วย รสไม่หวานเหมือนส้มไทย 10 ลูกประมาณ 80 บาท

ระหว่างทางพบพระญี่ปุ่นยืนอยู่ด้วย

jp493

และมีซุ้มต่าง ๆ ของอาตามิ โชว์อยู่ แต่งได้สวยงามมาก มีอยู่หลายจุด

jp494_2

มีแผนที่ด้วย

Atami มีชื่อเสียงด้านน้ำแร่ ที่คนนิยมมาออนเซ็นกันนะคะ แต่บอกตามตรง ถ้าไม่มีพี่อยู่ที่ญี่ปุ่น คงไม่ได้มาถึงนี่ เพราะหนังสือท่องเที่ยวที่เป็นภาษาไทยกล่าวไว้น้อย จำได้ว่าเคยได้ยินชื่ออาตามิ จากการ์ตูนเล่มนึงเมื่อสมัยยังวัยรุ่นเท่านั้นเอง

jp499

มีบ่อให้แช่สำหรับคนผ่านไปมาให้ลองแช่ขากัน (นึกถึงเชียงใหม่เลยแฮะ)

มีป้ายบรรยายทุกจุด เมืองไทยก็น่าจะมีเยอะ ๆ แบบนี้บ้าง

ซูมชัด ๆ อ่านได้ก็อ่านกันนะคะ (บอกคำแปลมาด้วยจะขอบคุณมากค่ะ)

อีกมุมนึงของรถไฟ
jp502

จริง ๆ การเดินทางมา Atami ก็ไม่ยากนะคะ มีรถไฟ JR ผ่านด้วย จาก Tokyo ต่อเดียวก็มาได้ โดยขึ้น ชินคันเซ็น มานะคะ

jp503
รูปสุดท้ายจาก อาตามิ

จากนั้นเราก็ขึ้นรถไฟกลับมายัง Odawara กันนะคะ เราจะไปเยี่ยมชมปราสาท Odawara กันค่ะ ก่อนจะไปถึงตัวปราสาท ก็เอาสัมภาระ ยัดเข้าไปในตู้ฝากของ พวกเรามีหลายคนก็ยัดไปตู้กลาง ๆ เสียไป 300 เยน

ที่สถานีรถไฟ Odawara มีดอกไม้สวยงามเช่นเคย

jp504

มองเห็นปราสาทอยู่ไม่ไกล โน่นแน่ะค่ะ วันนี้อากาศดี เราจะเดินไปกัน ระยะทางประมาณ 1 กิโลมั๊งคะ
jp505

บ้านเมืองย่าน Odawara

jp506

ยังคงมีดอกไม้สวยอยู่ตลอด
jp507

ดอกอะไรสักอย่าง ขอสักแชะ

ตามถนนหนทางจัดไว้สวยมาก
jp509

ถ่ายรูปแป๊บเดียว สมาชิกไปมุงอะไรกันน่ะ

จริง ๆ แล้วไปกินชูครีมกันค่ะ แหะ ๆ ลูกใหญ่มาก ครีมเต็มไปหมด ลุกละ 80 เยน ราว ๆ นั้น ไม่มีภาพให้ดูเพราะมัวแต่กิน

พอกินเสร็จก็ถ่ายภาพดอกไม้ตามทางอีกตามเคย


เหลือบไปเห็นที่จอดรถ เดามั่ว ๆ น่าจะ 8 ชั่วโมง 1000 เยน (ราว 300 บาท)

บ้านเมือง

แผนที่เมือง Odawara

ซูมใกล้ ๆ

ใกล้ถึงแล้ว เข้าเขตปราสาทแล้วค่ะ แต่ว่า ยังไม่ถึงตัวปราสาท

แผนที่อีก

jp518

นี่ไง…

jp519

ด้านหน้าปราสาทก็จะมีบริเวณให้นั่งพัก หรือจะเข้าไปชมปราสาท หรือจะแต่งชุดโบราณก็ได้ 2 อันหลังต้องเสียตังค์ทั้งสิ้น แต่เราไม่ค่อยนิยม (ก็คืองกนั่นเอง)

520
มาถึงจุดนี้ราวเที่ยงกว่า ๆ

ถ่ายรูปคู่ปราสาทดีกว่าเนอะ

เดินไปอีกหน่อย มีช้างด้วยนะคะ เป็นช้างอินเดีย แต่หน้าตาเศร้าสร้อยเหลือเกิน อายุ 60 กว่าขวบ คงคิดถึงบ้าน..

พี่ช้างชื่อ Umeko

มีลิงตรูดแดงด้วยแฮะ

บริเวณทั่วไป

ถ่ายรูปหน้าประตูทางเข้าปราสาท (ไอ้ทางที่เข้ามาเป็นด้านหลัง)

527

มีคำบรรยายพร้อม

526

ตรงนี้ล่ะ

อ่ะบรรยาย ตามนี้นะคะ 118

ขอถ่ายอีก 2 – 3 รูปนะ อย่าเพิ่งเบื่อนางแบบ

ภาพนี้ถ่ายจากด้านนอกปราสาทค่ะ จะเดินกลับสถานี Odawara กันแล้ว

jp533_2

ระหว่างเดินกลับ ชมวิวกันนะคะ มีบ่อน้ำด้วย

jp533_3

เป็นบ่อบัวนี่เอง เรานี่โชคดี มาตอนที่บัวไม่ออกอีกแล้ว
ปลาเพียบเลยอ่า…
มีเป็ดด้วย ตอนแรกนึกว่าหุ่น พอร้องก๊าบๆๆ ใส่ ว่ายน้ำหนีอย่างไว 5555…

แผนที่อีกแล้ว

jp535

มีแผนที่ดอกไม้ด้วยนะ

แมว Odawara ช่างอ้วนจ้ำม่ำจังเลย

พอเดินเข้าไปหา ก็เดินหนีไป หยิ่งจริง ๆ

เดินอีก 800 เมตร ก็จะมาถึงสถานีรถไฟ แต่เวลาก็บ่าย 2 แล้ว แวะกินกาแฟกันนิดหน่อย ร้านนี้ชื่อ Italian Tomato (ซึ่งมีสาขาทั่วไปคล้าย เดลี่เฮ้าส์บ้านเรา มีกาแฟเป็นตัวขาย แต่ก็มีพวกเค้กด้วย)

ชาร้อน

เวลาสั่งเขาไม่ใส่น้ำตาลเลย คนญี่ปุ่นกินไม่หวานนะคะ มีน้อยคนจะเติมน้ำตาล

ฉันสั่งชาเขียวมากิน น่ากินมาก แต่จืดสนิท นึกว่าจะเหมือนร้านลุงที่พร้อมพงษ์ซะอีก โกโก้ก็จืดค่ะ ต้องเติมเอง

แต่เค้กนี่รสชาติสุดยอด เต็มที่ไปเลย

พวกเรานั่งรถไฟโอดาคิวกลับชินจูกุกันค่ะ ฉันหลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้ พี่เป๋อบอกตาเป็นหมีแพนด้าซะงั้น โอว…ว…

ตอนต่อไป Go Japan 2 เยี่ยมหลาน ไปผับที่ Uguisudani หนุ่มวงดัง Yoshida brother พบ Tomoko คลิกที่นี่

 

ทริปอดีต Japan(s.2) ตอน 8 Atami onsen อาหารค่ำชุดใหญ่

รวมที่พักสำหรับนักเดินทางเดี่ยว โลเคชั่นเยี่ยม ที่โตเกียว
สารบัญรวมเที่ยวญี่ปุ่นทุก season 
บล๊อกเก่าเล่าใหม่ Smiley จะไป New york บอกหนูที
Live on page สวยงามยามท่องเที่ยว

 

<<ไปอ่านตอนที่แล้ว Go Japan 2 นั่งรถไฟไป Atami ที่นี่

หลังจากตอนที่แล้วที่พาช๊อปในตลาดสถานีรถไฟอาตามิ ได้ของกันพะรุงพะรังทีเดียว พอเอาของไปวางที่โรงแรมแล้ว ก็ออกมาช๊อปใหม่ ถ่ายรูปหน้าโรงแรมด้วย

jp452

ยิ้มแก้มกลมหน้าโรงแรมซะงั้น

ช่วงนี้แยกกันเดิน ให้น้าไปกับแม่ ส่วนฉันไปกับพ่อ แต่เดินไปเดินมา พ่อชักจะหนาว น่าจะราว ๆ 10 องศา (ฉันที่ว่าชอบหนาวก็ไม่ไหวเหมือนกัน) เลยพาพ่อไปส่งโรงแรมก่อน

ส่วนฉันออกมาช๊อปต่อ..

ออกมาคราวนี้พ่อบอกให้ซื้อโค๊กไปด้วย แต่หายากเหลือเกิน ก็พอเข้าใจว่าคนญี่ปุ่นรักสุขภาพ น้ำอัดลมไม่ค่อยมี เลยซื้อเป๊บซี่แม๊กซ์มาให้พ่อ เพราะพ่อก็เป็นเบาหวานด้วย

ฉันเดินวนไปมาได้ไม่นานเท่าไหร่ ก็หนาวทนไม่ไหว 12_8  ถ่ายรูปไปสองแช๊กก็เดินกลับมาโรงแรม

(จริง ๆ เดิน 10 นาทีก็ถึงทะเลแล้ว แต่เดินไม่ไหวจริง ๆ หนาว)

กลับมาก็พากันเข้าห้อง โอ้โห…ห้องเขาจัดสไตล์ญี่ปุ่นเลยนะ 71-7 ประตูนอกเป็นประตูไม้จริง แต่ด้านในมีประตูกระดาษกั้นเป็นส่วนต่าง ๆ

ห้องของฉัน เบอร์ 406 เป็นห้องริม นอนได้หลายคน แต่เขาก็คิดราคาตามหัวคือคนละ 10,000 เยน (ประมาณ 3000 บาท) ให้เขาจัด 2 ห้อง คือพี่นอนกับน้า ส่วนเราพ่อแม่ลูกนอนด้วยกัน แต่ให้เขาจัดอาหารรวมที่ห้องฉันซึ่งเป็นห้องใหญ่ค่ะ

 jp454

 

ส่วนของห้องน้ำ เปิดไปเจออ่างล้างมือก่อน  แล้วก็จะมีอีกประตูหนึ่งเป็นส้วมค่ะ

ส้วมที่นี่นอกจากจะมีล้างก้น ล้างด้านหน้า แล้ว ยังมีเป่าลมด้วย อันนี้ชอบ ๆ แห้งสบายดี 

อีกด้านหนึ่งเป็นห้องอาบน้ำ แยกจากส้วมและที่ล้างหน้า

น้ำร้อน + อุ่นมาก (แต่ไม่ใช่น้ำแร่ น้ำแร่ต้องลงไปแช่รวมข้างล่าง) แต่พอเหยียบพื้นเท่านั้นโอ้โห…เย็นเจี๊ยบ ยืนไม่ได้ ต้องกระโดดไปมา

สำรวจที่ทางเสร็จแล้ว พวกเราก็จะไปแช่ออนเซ็นกันค่ะ
ที่ไปก็จะมี ฉัน น้า แม่ และพี่เป๋อ ส่วนพ่อไม่ได้ไป เพราะกินเบียร์เข้าไปมาก การแช่ออนเซ็นอาจทำให้หัวใจวายได้ เลยให้พัก นอนดูทีวีที่ห้อง

แต่งกายกันเสียหน่อย ด้วยชุดยูกาตะ (ถ้าเรียกไม่ผิดคือยูกาตะใช่ไหมคะ)

เริ่มจากนางแบบคนแรก น้า…มาในชุดยูกาตะสีขาวดอกเขียว ยืนเท้าข้างฝาอย่างมั่นใจเรียกคะแนนจากกรรมการ

jp455_2

ตามมาด้วยคุณแม่ ไม่ทิ้งลายนางงามเก่าหนังสือพิมพ์เสียงอ่างทองราว 50 ปีก่อนที่คว้าแชมป์ได้รางวัลจักรเย็บผ้าและทรานซิสเตอร์ 50 ปีก่อนยิ้มอย่างไรปีนี้ก็ยังยิ้มอย่างนั้น (เห็นภาพนี้กรรมการสมัยนั้น อย่ามาทวงรางวัลคืนนะคะ เพราะไม่มีจะคืนให้แล้ว…)

ตามมาด้วยคุณลูกตัวเกร็งกะจะเข้าประกวดธิดาฮิปโป แต่กรรมการหนักใจ ให้รางวัลไม่ถูก มาในยูกาตะสีขาวลายทาง

สุดท้ายเป็นชายงาม ซามูไรพ่อลูกอ่อน ขวัญใจพี่ชิฮารุ

แต่งกายกันพร้อมสรรพ ก็ไปแช่ออนเซ็นกันได้
ที่นี่กติกาก็เหมือนที่อื่น คือแก้ผ้าหมด ผู้หญิงเข้าประตูแดง ผู้ชายเข้าประตูน้ำเงิน ไม่ควรจำตำแหน่งห้องเพราะเขาจะมีการสลัับห้องกันใช้ เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ สำหรับนักแช่ออนเซ็นตัวยง

ก่อนลงอย่าลืมชำระร่างกายให้สะอาดเรียบร้อยนะคะ

ฉันแม่และน้า พออาบน้ำเสร็จก็ลงเลย ฉันลงก่อน โอ้ ร้อนแทบสุก ต้องค่อย ๆ หย่อนตัวลงไป แรก ๆ ก็บ่อนร้อน ๆ พอเข้าที่็ก็นั่งคุยกันสบาย

ตอนแรกคุณแม่บ่นอุบ แต่พอเข้าที่แล้วไม่อยากจะขึ้น

แช่กันราว ๆ ครึ่งชั่วโมงก็กลับห้องค่ะ(ยกเว้นพี่เป๋อ จนพวกเราขึ้นกันมาที่ห้องแล้วยังไม่เห็นแก ท่าจะติดใจ)

ขึ้นมาก็เริ่มเย็น มาชมโรงแรมจากการถ่ายรูปที่ระเบียงนะคะ

jp463_2

ชมวิวกันเสร็จหันมาอีกที อาหารจัดเสร็จแล้ว อ่ะฮ่า….
jp461

มาดูอาหารกัน
jp467

นี่เป็นชุดที่ทางโรงแรมจัดให้สำหรับ 5 คนนะคะ
่j468

ขึ้นมาจากออนเซ็นฉันก็ชักหิว เดี๋ยวจะกินไปบรรยายไปนะคะ

อันนี้เหมือนต้มเค็มลูกชิ้นปลา แต่ก็ไม่เค็มจัดมาก อร่อยดีค่ะ

อันนี้คือสิ่งที่อยู่ในหม้อไฟ ไม่แน่ใจอันนี้เขาเรียก นาเบะ มั๊งคะ (ผู้รู้บอกที) โอววว ปลาแซลมอนส้มได้ใจจริง ส่วนภาพขวาล่างคือไข่ตุ๋นนะคะ

jp470_2

รวม ๆ
jp480_2
มีหลายอย่างอธิบายไม่ถูก
บนขวา ลูกเดือยต้ม ออกจืด ๆ
กลางซ้าย อันนี้เป็นแนวต้มจืดน้ำขลุกขลิก
สีแดงซ้ายล่างคือเหล้าบ๊วยนะคะ  รสกลมกล่อม มีกลิ่นบ๊วย แต่รสไม่เปรี้ยวนะ เรารู้สึกว่ารสเหมือนเบียร์สิงห์ไลท์
กลางล่าง อันนี้ผัดเค็ม ๆ หน่อย กินกะข้าว
ขวาล่าง ปิดท้ายด้วยขนม เป็นมันเชื่อม สตอเบอรี่และวิปครีม อร่อยมาก (เรากินไป 3 คนอื่นเขาไม่กิน อิอิ)  88-5
jp478
เกือบลืม เครื่องเคียง ขิงดอง

jp471

คุณน้ากับหม้อไฟ จะเห็นได้ว่าหม้อไฟของแต่ละคนใหญ่ไม่ใช่เล่นเชียว

jp473

พอทานอาหารกันเสร็จ แม่บ้านจะมาเก็บโต๊ะ และปูที่นอนให้ แม้อากาศจะเย็นแต่ก็อุ่นมาก นอนได้สบายไม่เจ็บหลังเลย

jp474

นี่ค่ะ แม่บ้านของเรา โดยจรรยาบรรณเลยไม่อาจให้เห็นใบหน้าได้ ไม่ช่าย…ย.. ถ่ายไม่ทัน กลับมาก๊อน…น..

พรุ่งนี้เราจะเดินทางจากอาตามิ ไปชมปราสาท odawara กันค่ะ
กดที่นี่ได้เลย

ทริปอดีต Japan(s.2) ตอน 7 นั่งรถไฟไป Atami

<<ไปอ่านตอนที่แล้วGo Japan 2 มุ่งสู่ ศาลเจ้า ไหว้ท่านยมทูต มุ่งสู่ออนเซ็นที่นี่

จากศาลเจ้ามา เราก็เดินทางกันอีกไม่ไกล เพื่อไปที่สถานีรถไฟชินจูกุ
ระหว่างทางมีร้านขายต้นไม้ สีสันสดใสงามตาจริง ๆ Smiley

ที่สถานีชินจูกุ เราไม่ขึ้น JR นะคะ
คราวนี้เราจะขึ้นรถไฟสาย Odakyu นะคะ เพื่อไปลงที่ Odawara

jp429

รูปชานชาลา

jp430

รถไฟเพื่อไปลงที่ Odawara เดินทางราว ๆ ชั่วโมงกว่าๆ เสียดายที่ไม่ได้เก็บภาพระหว่างนั่งรถไฟมาฝาก พี่เป๋อบอกว่าไม่ถูกมารยาทที่จะถ่ายรูปบนรถไฟแม้จะเป็นภาพวิวก็ตาม

ระหว่างทางที่นั่งไปก็ได้ชมบ้านเมืองต่าง ๆ สวยงามมากมาย ส่วนใหญ่เป็นสีทึม ๆ เรียบ ๆ และมักเป็นอิฐ (คุณแม่ช่างสังเกตจริง ๆ ในขณะที่เราไม่ได้สนใจในจุดนี้)

เมื่อถึง Odawara ก่อนจะต่อไป Atami ก็แวะเข้าห้องน้ำกัน ระหว่างที่รอเข้าห้องน้ำ ก็ได้เจอกับร้านขาย Akiben หรือข้าวกล่องไว้กินบนรถไฟ ซึ่งนิยมกินบนพวกชินคันเซ็น แต่เราไม่ได้ขึ้นชินกันเซ็นก็เลยไม่ได้ซื้อไป เพราะมันจะดูไม่ดีค่ะ ที่นั่งเป็นสองแถวเหมือนรถไฟฟ้าบ้านเรา ถ้ากินไปต้องถูกมองมาก ๆ แน่นอน ฉะนั้นมันเหมาะกับชินกันเซ็นที่หันหน้าแบบรถไฟ รฟท. บ้านเราน่ะค่ะ

jp432_2

Odawara

หลังจากนั้นเราก็เปลี่ยนไปขึ้นรถไฟของ JR เพื่อจะเดินทางต่อ Atami ค่ะ จากตรงนี้ไปไม่ไกล ราว 7 สถานีเท่านั้นเอง

เมื่อถึงAtami บ้านเมืองที่นี่ก็ยังคงผสมผสานแบบเก่ากับแบบใหม่อยู่ ร้านรวงแบบเดิมก็ยังมีมาก ถูกใจนักช๊อปทีเดียว

433

เริ่มซื้อของกันอีกแล้ว

jp437

มาดูกัน

438

ร้านนี้ดูดีเชียว

439


ข้างในมีของอร่อยเต็มไปหมด จำพวก ปลาเล็กปลาน้อยอบแห้ง รสต่าง ๆ (เปรี้ยว เค็ม คลุกงาต่าง ๆ) ลูกชิ้นไส้ไข่กุ้งมายองเนส (เราก็ซื้อมาด้วย อร่อยมาก ๆ ) แถมคนก็เต็มร้าน

ออกมาด้านนอก เจอชาวญี่ปุ่นสวมชุดกิโมโน เลยขอถ่ายด้วย
jp441

ย่านร้านค้าที่เดินจากสถานีมาไม่ไกล

jp443_2

ส่วนอีกร้านนึงก็เรียงของซะสวยเลย

ร้านนี้น่าจะขายชา

jp444
ถ่ายรูปกลับมาอีกที่ สมาชิกยังช๊อป กันอยู่ร้านที่ว่ามีลูกชิ้นอร่อยอยู่เลยค่ะ (เสื้อแดงนั่นคือตาเป๋อ)

jp445

บ้านเมืองย่านอาตามิ

jp448_2

หน้าโรงแรม มีหินก้อนใหญ่อยู่พร้อมคำอธิบาย ปรากฏว่าอ่านไม่ออก

jp449

jp450

โรงแรม

jp451

Atami-onsen Shihomiya Ryokan

โรงแรมนี้ราคาต่อคนใน 1 คืน คนละประมาณ 1 หมื่นเยนกว่า ๆ นะคะ พร้อมอาหารเย็น กับอาหารเช้า

ตอนที่มาเนี่ยพี่เป๋อจองให้ หรือจะไปจองได้ที่นี่ค่ะ

เอากระเป๋าเก็บโรงแรมก่อนออกไปช๊อปใหม่….

ตอนถัดไป มีใส่ชุดยูกาตะเตรียมออนเซ็น และอาหารญี่ปุ่นชุดใหญ่ด้วย ติดตามอ่านได้เร็ว ๆ โดยกดไป  ที่นี่ เลย

แถมด้วยภาพสตรอเบอรี่ที่คุณแม่ซื้อมา รู้สึกถาดนี้ 500 เยน

ทริปอดีต Japan(s.2) ตอน 6 มุ่งสู่ ศาลเจ้า ไหว้ท่านยมทูต มุ่งสู่ออนเซ็น

รวมที่พักสำหรับนักเดินทางเดี่ยว โลเคชั่นเยี่ยม ที่โตเกียว
สารบัญรวมเที่ยวญี่ปุ่นทุก season 
บล๊อกเก่าเล่าใหม่ Smiley Label Bag ถุงมิตรภาพ และเพื่อนจากแดนไกล
Live on page เล่าเรื่องผี อิอิ

<<ไปอ่านตอนที่แล้ว Go Japan 2 ตลาด Ameyoko ร้านอาหารบ้านริมป่าที่นี่

เช้าวันนี้เป็นเช้าวันที่ 12 มีค. 51 ค่ะ เริ่มมื้อเช้าของเราที่โรงแรม Shinjuku listel hotel ก็โรงแรมที่พักอยู่แหละค่ะ

มีความรู้สึกว่า การทานอาหารเช้าแบบญี่ปุ่น ต่างกับเมืองไทยแฮะ
เพราะเหมือนกับว่าเขาจะให้ตักทีเดียวยังงั้น เพราะเท่าที่สังเกตไม่มีใครลุกตักรอบ 2 เลย ไอ้เราก็เน้นอาหารเช้าอยู่แล้ว เลยต้องตักเยอะหน่อย

นี่คืออาหารเช้าที่โรงแรมค่ะ มีทั้งซุปมิโสะ แบบญี่ปุ่น แล้วมีขนมปังทาเนยแบบสากลด้วย

jp410

หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จแล้วก็กลับมาพักผ่อนกันนิดหน่อย คุณแม่ก็บ่นว่าช่วงนี้ลิ้นชา ดูแล้วก็คือลิ้นแตก หลังจากผ่าตัดมาเมื่อ 5-6 ปีก่อน แม่ก็บ่นว่าลิ้นชา ๆ พี่เป๋อก็เลยซื้อยาล้างลิ้นมาให้ (ปากอย่างเราคงต้องกินหลายหลอด)

jp411

นี่คือหน้าตาของยาล้างลิ้นอ่ะค่ะ แต่จนป่านนี้แม่ยังเก็บไว้ไม่ยอมกินซะที

เมื่อพักกันสักหน่อย ราว 10 โมงเราก็ออกเดินทาง มุ่งหน้าไปที่สถานีชินจูกุ
แต่ก่อนที่จะถึงสถานี ก็มาเจอศาลเจ้า ที่นี่มีรูปหล่อของท่านยมทูต ก็แวะไหว้กันสักหน่อย

jp418_2

ด้านหน้าจะมีลูกกรงกั้นไว้ค่ะ

ด้านหน้าจะมีลูกกรงกั้นไว้ค่ะ

jp412

ซูมดูใกล้ ๆ

jp413

อันนี้เป็นคำอธิบายสถานที่นี้ค่ะ ภาพที่เห็นคือรูปด้านในที่ถ่ายไม่ชัด ด้านบนคือท่านยมทูต ด้านล่างคือคนที่จดบัญชีความดี และคอยขานชื่อ

jp422

jp417

และที่นี่มีบริเวณของสุสานด้วย ก่อนถ่ายก็ถามพี่เป๋อแล้วว่าการถ่ายภาพสุสานไม่เป็นการผิดมารยาทอะไร แต่จะติดอะไรมาด้วยหรือเปล่า อันนี้ไม่ทราบ ดูกันเอาเอง

jp425_2

jp426

jp423_2

jp424

เรากำลังมุ่งหน้าไปอาตามิกันนะคะ ติดตามอ่านได้ในบล๊อกถัดไปนะคะ

ทริปอดีต Japan(s.2) ตอน 5 ตลาด Ameyoko ร้านอาหารบ้านริมป่า

รวมที่พักสำหรับนักเดินทางเดี่ยว โลเคชั่นเยี่ยม ที่โตเกียว
ทำวีซ่าอินเดีย ออนไลน์ eVisa ด้วยตัวเอง กันยา2561-2018
บล๊อกเก่าเล่าใหม่ Smiley Label Bag ถุงมิตรภาพ และเพื่อนจากแดนไกล
Live on page เล่าเรื่องผี อิอิ
<<ไปอ่านตอนที่แล้ว Go Japan 2 เดินเที่ยว ชมวัด Asakusa ที่นี่

เสร็จจากวัด Asakusa เราก็จะเดินกันต่อเพื่อไปตลาด Ameyoko ค่ะ
(ในตอนนี้ ยังเป็นวันที่ 11 มี.ค. อยู่นะคะ )

เดินไปเรื่อย ๆ ก็เจอดอกไม้เป็นช่อ ๆ วางไว้ เอ๊ะ เขาขายอะไร

j382_2

ดอกไม้นี่คือ ดอกไม้ที่แฟนละคร นำมาให้ตัวเอกที่เขาชอบ คงอารมณ์เดียวกะแม่ยกลิเกบ้านเรา
ซึ่งไม่นานค่ะ ดาราก็ออกมาพอดี

มามะมาดูใกล้ ๆ
ขอถ่ายด้วยหน่อย

ชุด เสื้อผ้า ดูสวยงาม

เราก็มุ่งหน้าเดินไปต่อ ทิศที่เราเดินไปนี้ ถ้าโรงละครอยู่ทางขวามือ ตรงไปเจอแยกเล็ก ให้เดินตรงไปอีกจะเป็นแยกที่ใหญ่ขึ้นหน่อย เลี้ยงขวาเดินไปไม่ไกล มีอุลตร้าแมน ให้ถ่ายรูปด้วยนะ

เดินมาอีกหน่อย ก็มาเจอ รถลาก (ที่ใคร ๆ ก็บอกว่าแพง) พี่เป๋อบอกว่า คนที่ลากจะพาวนรอบ ๆ วัด และเป็นไกด์อธิบายไปด้วย สองสาวบนรถ พอยกกล้องตั้งท่าจะถ่าย ก็หันมายิ้มให้อย่างดี

ยังไปไม่ถึงตลาด ผ่านร้าน ๆ หนึ่ง มีทำตุ๊กตา ขโมยไว้บนหลังคาร้านด้วย (แหม ก็คงไม่ได้กันได้จริง ๆ หรอกเนอะ)

ตีกนี้ก็ดูสวยดีค่ะ

เดินผ่านมาเจอสิ่งนี้ พี่เป๋อบอกว่ามันคือ หัวบุก ค่ะ

นอกจากนี้ยังมีร้านขายของที่สินค้าpackage น่ารัก ๆ ทั้งนั้น

มาดูตึก และถนนหนทางกันค่ะ เราเดินมาถึงบริเวณหน้าห้างมัตซึย่า

จากห้างมัตซึย่า ถ้าเราจะไปตลาดอาเมโยโกะ ต้องนั่งรถไฟไป 2 สถานี (แต่เอวิก็เคยเดินไปอยู่นะ)

แล้วพวกเราก็เดินมาถึงตลาด Ameyoko
ที่ตลาดก็มีของขายมากมาย เหมือนตลาดสด และส่วนใหญ่เป็นอาหารทะเล ปลา สาหร่าย ปลาหมึกต่าง ๆ

เลยถ่ายรูปสินค้ามาให้ดูกัน

มาถึงตลาด ก็ช๊อปกันกระจาย คุณแม่ซื้อสตรอเบอรี่ใหญ่
“ก็ลูกมันใหญ่ดีนี่ลูก มามา มาชิมเร้ว” แม่ตามมาเรียกขณะฉันกำลังตั้งท่าจะคีบตุ๊กตา สุดท้ายก็เลยโดนดึงมากินสตรอเบอรี่กัน
เออเนอะ อร่อยดี ร้านนี้มีราดนมข้นให้อีก อูย…ย.. สะใจคนอ้วนดีแท้

เดินดูของกันได้หน่อย คุณพ่อไปสะดุดอะไรไม่รู้ ล้มซะงั้น ดีที่ไม่เป็นอะไรมาก ได้แต่แผลถลอกกลับไทย แต่แย่ เพราะอากาศเย็น เลยรู้สึกเจ็บมาก

เลยรู้สึก sad ว่าพาพ่อแม่มาทรมานหรือเปล่า

เสร็จจากตรงนั้น ก็ซื้อของกันนิดหน่อย ฉันกับแม่ได้ร่มมาคนละอัน แม่จะเอาไปฝากน้องสะใภ้ ฉันจะเอาไปฝากเพื่อน

ที่ร้านนั้นแหละ เห็นพ่อยืนดูนาฬิกาอยู่นาน แต่ก็ไม่ซื้อ ดูท่าทางพ่ออยากได้ ก็เลยซื้อให้ 1 เรือน

แวะคีบตุ๊กตาอีกนิด ได้ตัวเล็ก ๆ มา 1 ตัว

เสร็จจากตลาด วันนี้คุณพ่อคุณแม่บ่นอยากกินอาหารไทย
พี่เป๋อเลยพาไปร้านพี่ที่สนิทกัน ร้าน “บ้านริมป่า”

เริ่มด้วยอาหารเรียกน้ำย่อย คือข้าวเกรียบน้ำพริกเผา..

อย่างอื่นก็สั่งกันตามใจ โดยเลือกจากเมนู ซึ่งมีอาหารเยอะทีเดียว

อาหารที่ร้านนี้ทำได้ “รสไทย” จริง ๆ ระหว่างที่ทานก็มีคนญี่ปุ่นมาทานเรื่อย ๆ

ทานอิ่ม ก่อนกลับ พลาดไม่ได้กับถ่ายรูปห้องน้ำที่ตกแต่งด้วยเรื่องราวไทย ๆ

กลับถึงที่พัก มาดูกันว่าวันนี้ได้อะไรมาบ้าง…

คุณแม่ซื้อมะเขือเทศลูกเล็ก ๆ มา หวานกรอบ 190 เยน (ราคาขณะนั้น เรท 30 บาท คือกล่องนี้ประมาณ 57 บาท… วิธีคิด ราคาเยนคูณ ศูนย์จุดเรท คือ 0.30 )

่j401

ตุ๊กตาญี่ปุ่น 700 เยน (ประมาณ 210 บาทด้วยเรท 30) ซื้อมาฝากเพื่อน จากหน้าวัด Asakusa มันรีเควสสีเขียว แต่ไม่มี เอาสีฟ้าไปละกัน เขาห่อไว้ (อุตส่าห์ห่อสีเขียวให้อีก น่ารักจริง)เลยไม่แกะดีกว่า

j403_2

ด้านขวาเป็นภาพที่เพื่อนแกะหลังจากเอาไปฝากแล้ว

แอบได้ได้เครื่องสำอางมา 1 set ใหญ่

ลูกพลับแห้งของคุณแม่

ด้านล่างนี่ มัตชา ชอบมาก กระปุกละประมาณ 800 เยน

ยาสีฟันใช้ดี๊ดี ฟันขาวเจ๊าะ (ซึ่งอะไรที่ใช้ดีมักเลิกผลิต พี่ชายบอกเราซื้อมาไม่กี่เดือนมันก็เลิกผลิต)

j407_2

และอายไลน์เนอร์แบบดินสอของมาจอริก้า สีชมพู Blink ๆ

หมดวันนี้แล้ว หลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน…อย่าลืมอ่านตอนต่อไปนะคะ

ทริปอดีต Japan(s.2) ตอน 4 เดินเที่ยว ชมวัดเซนโซจิ ย่าน Asakusa

 

รวมที่พักสำหรับนักเดินทางเดี่ยว โลเคชั่นเยี่ยม ที่โตเกียว
ทำวีซ่าอินเดีย ออนไลน์ eVisa ด้วยตัวเอง กันยา2561-2018
บล๊อกเก่าเล่าใหม่ Smiley อินเดียจ๋า ฉันมาแล้วจ้ะ
Live on page สวยงามยามท่องเที่ยว

  ไปอ่านตอนที่แล้ว Go Japan 2 พบญาติ ศาลเจ้า ร้าน watami ย่านชินจูกุ ที่นี่

ตื่นมาเช้าวันใหม่ เป็นวันที่ 11 มี.ค.51 วันนี้เราออกเดินทางไปวัดสายกันเล็กน้อยคือประมาณ 10 โมง เพราะเมื่อวานเหนื่อยกันมามาก วันนี้อากาศเริ่มไม่หนาวมาก คือราว 14-15 องศา

เราเริ่มต้นที่สถานีชินจูกุ โดยเดินจากโรงแรมมาที่ สถานีชินจูกุ ทางเข้าตรงอิเซตัน
พอเข้าอิเซตัน ก็ไม่หนาวแล้ว วน ๆ ดูของกันซักนิด


แม่กับน้า เจอหน่อไม้ฝรั่งปักใส่กระถางใบใหญ่ ในอิเซตันนั่นแหละ ดูสวยดี ชักภาพมาเป็นที่ระลึกหน่อย….

มุดเข้าประตูด้านหนึ่งของอิเซตัน ก็มาออกที่ประตูอีกด้านหนึ่ง จริง ๆ จากตรงนั้นสามารถลงไปที่สถานีรถไฟของ JR ได้เลย แต่พี่เป๋อพาวนเที่ยวก่อน

มีดอกไม้สวย ๆ เต็มไปหมด

ตึกรามบ้านช่องต่าง ๆ


นี่ก็ดอกไม้อีก

ระหว่างทางเจอเขาซ้อมดับเพลิงกันค่ะ เป็นการลองให้เข้าไปในควันจริง ๆ จะได้เข้าใจว่าเป็นอย่างไร
j339_2

ออกมาแล้ว…
เดินไปอีกหน่อย เราก็มาถึงสถานีรถไฟของ JR

ซึ่งในรถไฟ เป็นมารยาทที่เราจะไม่ถ่ายรูปค่ะ (พี่เป๋อบอก) เรานั่งมาขึ้นที่ Ueno
(นั่งสายหากิน Yamanote สายเขียว) จากนั้นเดินอีก เพื่อไปต่อรถไฟใต้ดินค่ะ

ภาพด้านนอก เมื่อถึง Ueno แล้ว
ซึ่งเราก็เดินกันอีกนิดนึง ตรงนี้เป็นที่ที่อยู่สูงขึ้นมากว่าพื้นล่าง แต่จะมีความสูงพอ ๆ กับรถไฟ(ที่ไม่ใช่ใต้ดิน)

j342

แล้วก็มาต่อรถไฟใต้ดินกัน
ซื้อตั๋วก่อน จาก ueno ไป asakusa

พอถึงตรงนี้ ทุกคนในทีมเกิดปวดฉี่ขึ้นมา เลยไปฉี่กันก่อน รถไฟใต้ดินสายนี้มาทุก 2 นาที (เป๊ะๆ)เรานั่งไปอีกเพียง 3 ป้ายเท่านั้นก็จะถึงค่ะ

โผล่ขึ้นมาจากสถานีรถไฟใต้ดิน ก็เข้าใกล้เป้าหมายคือวัด Asakusa เข้าไปทุกที แต่กองทัพจำเป็นต้องเดินด้วยท้อง จึงหยุดกินข้าวกันก่อนดีกว่า….

ร้านนี้

อ่ะ ดูเมนูกันก่อน

ร้านนี้มีเมนูทั้งญี่ปุ่นและอังกฤษ ทำให้สะดวกกับชาวต่างชาติที่มาเที่ยว
เรามากัน 5 คน จึงสั่ง ๆ เอามากินรวมกัน

ข้าวห่อไข่ 
เบนโตะแบบนี้ที่คุณน้าสั่ง
ส่วนฉันสั่งปลาดิบ ราคาไม่แพง ตีซะว่า 200 กว่าบาท
แม่สั่งข้าวหน้าปลาดิบ ทานกับคุณพ่อ

นอกจากนี้ทางร้านยังบริการ Miso soup อีกด้วยเป็นรายคน

ที่พลาดไม่ได้คือห้องน้ำร้านนี้แต่งได้สวยจัง

ดูอ่างล้างมือเขาสิ

รับประทานอาหารเสร็จ ออกมาหน้าร้าน มีหนุ่มคนหนึ่งแต่งชุดโบราณ ขายขนมลักษณะเหมือนขนมโตเกียว ชิ้นละ 200 เยน (คุณน้าซื้อมาแต่เราไม่ได้ซื้อ)
พี่เป๋อบอก เขาคิดแพง ค่าแต่งตัว กว่าจะเสร็จเหนื่อยกันพอดี …5 5 5

ขนมของเขา

ร้านค้าที่รายรอบ

ซ้ายล่าง : ร้านนี้ขายผ้าต่าง ๆ ลายสุดฮิต

นี่สถานีตำรวจ

เดินมาใกล้ถึงวัดแล้วค่ะ

ถึงแล้วจ้า….

ถ่ายรูปด้วยหน่อย

เทียบกันดู 2 ปีผ่านไป ณ ที่เดิม แต่นางแบบอ้วนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (จริง ๆ น้ำหนักขึ้นมา 1.5 กิโล)
ถ้าอีก 2 ปีมา เอามาเทียบอีก มันจะขนาดไหนวะเนี่ย เหอๆๆๆๆ

ประตูตรงที่ยืน เรียก Kaminarimon เป็นจุดยอดฮิตที่ต้องไปถ่ายรูป ไปครั้งที่ 3 ดูท่าทางจะอ้วนกว่านี้มั๊ยเนี่ย

แวะดูของกันอีกหน่อยจากประตูตามทางเดินเข้าไปสู่ตัววัดด้านใน เดินผ่านถนนที่ขายของมากมาย ชื่อ Nakamise dori สู่ส่วนตัวอาคารด้านในที่จะเข้าไปไหว้พระกัน เรียก Hōzōmon

ถ่ายภาพมุมเดิม พระที่เมื่อ 2 ปีก่อนห่มผ้าแดง

ภาพของเมื่อ 2 ปีก่อน

ระหว่างทางก็มีนักบวชหญิงเดินผ่าน รู้สึกได้ถึงความสงบเย็นจริง ๆ


สถูป 5 ชั้น ครั้งก่อนที่มายังปรับปรุงอยู่ เลยได้ภาพที่ไม่สวยมา คราวนี้สวยแจ่มจริงๆ

อ๊ะ ๆ คุณแม่จะเสี่ยงเซียมซี

หยอด 100 ค่าบำรุงน้ำไฟ หมุน ๆ ให้ติ้วไหลลงมาก็มาตรวจเบอร์กัน

โอ้โหของแม่ได้โชคดี!!!

เสี่ยงมั่ง

ไหงของเราได้งี้ล่ะ

แต่ถึงยังไงก็ใช้ได้ล่ะน่า…. (ปี 49 เสี่ยงได้เบอร์ 43 ปีนี้ได้เบอร์ 44 คราวหน้าได้เบอร์ 45 แน่)

แวะดูเครื่องรางกัน แต่ตรงนี้ไม่ได้ซื้อหรอกค่ะ

จากนั้นไปปัดควันธูปเข้าหาตัว เพื่อความเป็นศิริมงคล
บริเวณวัด

มีคนพาน้องหมามาเที่ยวด้วย ขาวจั๊วะ

พอเข้าไปด้านในก็ไหว้พระกันตามระเบียบ คุณพ่อก็ไปจุดเทียน คงประมาณเติมน้ำมันที่วัดละมั๊ง


เทียนที่นี่ดี ให้เสียบได้เลยโดยที่ก้นมีรูเจาะไว้เลย

ทำธุระที่วัดเสร็จก็จะไปตลาด Ameyoko กันค่ะ
ก่อนจะจากวัด…แวะเข้าห้องน้ำกันอีก ห้องน้ำทำหรูดีจัง

อ่านตอนต่อไป Go Japan 2 ตลาด Ameyoko ร้านอาหารบ้านริมป่า
 ที่นี่

ทริปอดีต Japan(s.2) ตอน 3 พบญาติ ศาลเจ้า ร้าน watami ย่านชินจูกุ

<<ไปอ่านตอนที่แล้ว Go Japan 2 ออกจากจุดสตาร์ท ที่นี่

หลังจากที่พยามโทรหาพี่ชายให้มารับเท่าไหร่ก็ไม่ติด (สมัยปี 08 smartphone ยังไม่แพร่หลาย ไม่มีแชร์โลเคชั่นนะคะ)
เมื่อโทรศัพท์โดยใส่ 0 ไว้ด้านหน้าแล้ว ก็โทรติดโดยพลัน 

“ถึงแล้วเหรอ ทำไมช้าจังวะ อยู่ที่ไหนเนี่ย”

เลยบอกพี่ชายไปอย่างเร็วว่ามาถึงชินจูกุแล้ว ยืนอยู่ตรงเคเอฟซี หนาวมาก มารับด่วน (หยอดแค่ 30 เยนคือ 10 บาท ต้องพูดเร็ว ๆเพราะโทรมือถือ)

วิ่งขึ้นมาหาพ่อแม่และน้า บอกว่าพี่เป๋อกำลังมา ตอนนี้แม่กับน้าก็บ่นซะ…

3 นาที ตาเป๋อโผล่มา หนวดเครารุงรัง….มีลูกแล้วเป็นอย่างงี้เหรอเนี่ย 

น้าผู้ซึ่งเป็นแม่ตาเป๋อก็บ่น ๆ พอเป็นพิธี เราขึ้น taxi ไปบ้านตาเป๋อกัน…

บ้านพี่เป๋ออยู่โอคุโบะ ไม่ไกลจากสถานี ชินโอคุโบะ สมัยก่อนเป็นย่านคนไทย แต่ตอนนี้กลายเป็นย่านเกาหลีแล้ว แต่ก็ยังพอมีคนไทยอยู่บ้าง

ยังไม่ทันถึงประตูห้อง พี่ชิฮารุ พี่สะใภ้คนสวย ก็อุ้มลูกมารับถึงหน้าลิฟท์เลยทีเดียว

เจ้าตัวเล็กช่างน่ารักน่าชัง ตางี้เบ้อเร่อเลย Smiley

ไปไหนใครก็ทักว่าตาโต๊โต…” พี่ชิฮารุบอก แหะ ๆ ก็ตาเป๋อตาเบ้อเร่อขนาดนั้น..

หลังจากนั้นพวกเราก็นั่งเล่นนั่งคุยกันที่บ้านพี่เป๋อกันพักหนึ่ง เอาของฝากที่ญาติ ๆ ฝากมาให้  และแถ่นแท้น……

“หม่าม้าเอาสะตอมาให้ชิฮารุด้วย” น้าบอกพร้อมควักถุงสะตอขึ้นมาจากกระเป๋าเดินทาง

สุดยอดคุณแม่สามี 123 …เอาสะตอมาให้ลูกสะใภ้กิน (พี่ชิฮารุชอบมาก ไปเมืองไทยทีไรกินสะตอทุกที)

คุยกันสักพัก รับขวัญหลานเสร็จ เวลาล่วงไปบ่ายครึ่ง ไปกินข้าวกลางวันกันดีกว่า

อากาศวันนี้หนาว 12-8 และมีฝนตกปรอย ๆ เราจึงเลือกร้านที่เดินไปแค่ 50 เมตรเองค่ะ

เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นธรรมดาทั่วไป รสชาติใช้ได้ทีเดียว

มาดูบรรยากาศในร้านกันนิดนึง


แม่ พ่อ และพี่ชิฮารุ


พี่เป๋ออุ้มน้องวายุ อยู่โน่น

ดูแล้วร้านเป็นร้านเล็ก ๆ แต่มีคนเข้าอยู่ไม่ขาดสาย

เริ่มด้วยเสริฟน้ำเสร็จ ยำสาหร่ายมาก่อน
j010

ยำสาหร่ายที่นี่รสชาติต่างจากเมืองไทย เป็นสาหร่ายคอมบุ รสชาติออกเค็ม ๆ
ส่วนรสชาติก็อร่อย แถมยังชามโตมาก ๆ (เราไปเจอมีขายอีกทีที่ร้าน OOTOYA ถ้วยเล็กราคา 60 บาท รสชาติเหมือนที่นี่เลย)

ไม่นานอาหารแบบเป็น set กับเทมปุระ ก็มา โอ้โห ชามเบ้อเร่อ

กินไปกินมาปรากฏว่าเหลือ กินไม่หมด เสียดายมาก ๆ ขอโทษอาหารด้วยนะคะ

เมื่อรับประทานอาหารกันเสร็จ ก็ไปโรงแรม ที่ญี่ปุ่นโรงแรมสามารถเช็คอินได้หลังบ่าย 3 โมงค่ะ

เสร็จธุระเรื่องโรงแรม ก็ออกเที่ยว ก็ราว ๆ 4-5 โมงเย็นแล้วล่ะค่ะ พี่เป๋อพามาศาลเจ้าแห่งหนึ่ง เรียกว่า Hanazono Jinja ย่านชินจูกุนั่นแหละค่ะ ป้ายหน้าศาลมีบอกไว้ถึงคนที่อายุครบเท่านั้นเท่านี้ต้องมาทำบุญปัดเป่าสิ่งไม่ดี สีแดงคืออายุที่จะมีสิ่งไม่ดีในปีนี้

แม่กับน้าที่หน้าศาลเจ้า

บริเวณศาลเจ้า

จะมีที่ให้ผูกใบเซียมซี สำหรับคนที่ได้ใบที่ไม่ดี

สวดมนต์กันค่ะ

ด้านในจะมีโต๊ะที่อธิบายอะไรต่าง ๆ อยู่ด้วย

ก่อนกลับ แวะซื้อเครื่องราง เป็นรวงข้าว (ลืมถ่ายรูปมา) ฝากน้องชายที่เปิดร้านเบเกอรี่ เพื่อให้เงินทองไหลมาเทมาค่ะ

เสร็จจากศาลเจ้า ก็ไปเป็นช่วงกลางคืน ยังอยู่ที่ชินจูกุค่ะ

ร้านรวงต่าง ๆ

ตามซอย

ภาพที่เห็นเป็นคุณพ่อ ห่มผ้าคลุมไหล่ Pashmina ที่พี่ติ๊ก(พี่ที่เรียนโทด้วยกัน)มาฝากจากเชียงใหม่ คอนเฟิร์มว่าห่มแล้วอุ่นมากค่ะ

เดินชมวิวกันเสร็จ เราก็ไปกินอาหารค่ำที่ร้าน watami พี่เป๋อบอกร้านนี้มีหลายสาขา ประมาณ Black canyon นั่นแหละ ทุก ๆ สาขา อาหารก็จะเหมือน ๆ กัน

เมนู

มี meatball เป็นตัวเรียกน้ำย่อย ขอบอกว่าอร่อยมาก

อาหารก็เริ่มมา
อันนี้คล้าย ๆ ราดหน้า อร่อยดี

อันนี้จะเป็นสลัดซอสไข่กุ้ง

ไก่ทอดราดซอส

ปลาดิบ แล่บางเชี๊ยบ อร่อยด้วย

และอื่น ๆ อีกตรึม

เมนูขนม น่าทานมาก ๆ แต่ทานเข้าไปไม่ไหวแหล่วว

ทั้งหมดนี้ของร้าน Watami ค่ะ

จบจากเรื่องกินก็กลับโรงแรม หมดแรงกันไปเลยสำหรับวันแรก
ส่วนวันถัดไป ไปวัดอาซากุสะตลาด Ameyoko กันค่ะ

ทริปอดีต Japan(s.2) ตอน 2 ออกจากจุดสตาร์ท

ในที่สุดก็ได้ฤกษ์ออกเดินทางภายหลังความยากลำบาก (แวะไปอ่านขั้นเตรียมตัวได้ที่นี่) กำหนดการเดินทางของเครื่องบิน TG 642 ออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเวลา 23.50 น. แต่ 555 เรามันเป็นพวกบ้า ชวนทีมมากันตั้งแต่ 2 ทุ่ม

j001

เมื่อผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ก็เข้ามาสู่ด้านในค่ะ
จริง ๆ ตอนไปญี่ปุ่นครั้งที่แล้ว ตัวเองขึ้นที่ดอนเมือง ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่ขึ้นที่สุวรรณภูมิ ซึ่งมีความแตกต่างกันคือ ที่นี่ไม่ต้องไปหยอดตู้เสียภาษี สนามบินแล้ว
และด้วยความเฟอะฟะ เราก็ลืมเขียนใบ ตม.4 ดีนะที่รีบไปก่อนเวลา จึงมีเวลาแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ได้หลายประการ

พอเข้ามาสู่ภายในแล้ว ก็ถึงเวลาของการช้อปปิ้ง อันที่จริงเราก็ตั้งใจจะช้อปปิ้งหลายอย่างแต่พอเอาเข้าจริง ๆ ก็เกิดเสียดายเงินซะงั้น ก็เลยไม่ได้ซื้อ มีแต่แม่ที่ซื้อครีมทาหน้าไป 2 กระปุก ซึ่งเขาก็แพคใส่ถุงพลาสติกโปร่งใส ซึ่งเป็นมาตรการของสนามบิน ซึ่งครั้งที่แล้วที่เราไปไม่เจอ

พูดถึงอาหารที่สุวรรณภูมิ ก็มีร้านค้าต่าง ๆ มากมาย ราคาก็ไม่ได้แพงอย่างที่แอบคิดไว้ตอนแรก S&P Black canyon อะไรก็ขายราคาปกติ แถมยังมีซุ้มข้าวกล่องราคา 20-30 บาทด้วย รู้สึกดีมากที่ไม่เป็นการเอาเปรียบผู้เดินทางทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ที่เกท C2A เมื่อได้เวลาขึ้นเครื่อง ปรากฏว่าต้องต่อรถไปขึ้นเครื่องกลางลาน ทำเอาฉันกลุ้มอีก เพราะสงสารพ่อกับแม่ซึ่งอายุ 70 กว่า จะต้องก้าวขึ้นลงรถ แถมขึ้นบันไดเข้าเครื่อง แต่กลายเป็นว่าเดินกันพริ้วทีเดียว

เมื่อเอาตัวเองมานั่งในเครื่องแล้ว กลายเป็นว่าเครื่องยังออกไม่ได้

“สวัสดีครับ ผมกัปตัน ขณะนี้ได้เวลาที่เราจะบินสู่สนามบินนาริตะกันแล้ว แต่เรายังไม่พร้อมเลยครับ ยังมีผู้โดยสารจำนวนหนึ่งซึ่งตกค้างจากสายการบินอื่นที่ล่าช้า เพื่อมาต่อสายการบินของเราครับ”

ครั้นพอผู้โดยสารขึ้นครบ เครื่องก็ยังขึ้นไม่ได้เพราะ เส้นทางวิ่งขึ้นเหลือเพียงเส้นเดียวและเครื่องที่จะขึ้นมีเยอะมาก เครื่องจึงถอยวนไปวนมา (วิ่งเล่นว่างั้นเหอะ) ทำเอากว่าจะได้ขึ้นจริงก็ ตีหนึ่ง…

พอขึ้นเครื่องการบินไทยก็แจกพายมาหนึ่งชิ้น 111  พร้อมเครื่องดื่ม  กว่าจะเคลียร์หลาย ๆ อย่างได้ก็ราว ๆ ตี 2 จึงหลับไป….

“ลูก ๆ แม่จะเข้าห้องน้ำ” ฉันได้ยินเสียงแม่ที่นั่งอยู่ด้านในสุดเรียก จึงออกจากโปง เถิบให้แม่ไปเข้าห้องน้ำ พอแม่เข้าห้องน้ำเสร็จก็หลับไปได้อีกหน่อย

“ลูก ๆ เถิบให้พ่อไปฉี่เดี๋ยว” เลยต้องให้พ่อไปฉี่อีก จากนั้นก็งีบได้อีกหน่อย

หลับ ๆ ตื่น ๆ เห็นโคมแดงอาซากุสะในความคิด หึ ๆๆ เราจะถึงญี่ปุ่นแล้ว

j019

แถ่น แถ่นแท้น…..
เสียงเพลงนุ่มนวลบรรเลงขึ้น (นัยว่าปลุกอย่างมีมารยาทว่างั้นเหอะ) เวลาบัดนาวนี้คือ 6 โมงเช้าญี่ปุ่นหรือตี 4 ไทยนี่เอง ไฟเปิดพรึ่บ พนักงานแจกผ้าร้อนเช็ดหน้า
(ซึ่งร้อนโคตรๆ) หลังจากนั้นไม่นานก็แจกอาหารเช้า มีเครป (หน้าตาเหมือนออมเล็ต…เราเข้าใจอย่างงั้น ว่ามันอาจจะอย่างเดียวกัน กินอย่างเดียวไม่มีความรู้..) หรือจะเอา บะหมี่ซี่โครงหมู ก็เลือกได้
ซึ่งขอบอกตามตรงว่าไม่อร่อยเลยทั้งสองอย่าง (พ่อแม่ลูกกินเครป ส่วนน้ากินบะหมี่ ได้แย่งชิมมาหมด)
ซึ่งพอกินเสร็จก็มีการแจกแบบฟอร์มกรอกเพื่อเข้าประเทศ เราเป็นคนกรอกเองหมด ให้พ่อหรือแม่เซ็นเท่านั้น ซึ่งเกือบจะไม่ทันแน่ะ

เครื่องลงที่สนามบินนาริตะ การบินไทยบินนิ่มจริง ๆ สมคำร่ำลือ พ่อบอกขึ้นมาแต่ยังหนุ่มก็ยังบินนิ่มเหมือนเดิม มีการคุยว่าเนี่ยลูกศิษย์พ่อทั้งนั้น …(พ่อเคยเป็นทหารอากาศน่ะค่ะ) ซึ่งก็นิ่มจริง ๆ ไม่รู้สึกเลย

ออกจากเครื่องผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ซึ่งต้องมีพิมพ์ลายนิ้วมือเข้าประเทศ แต่คุณพ่อทำหลายครั้งมาก (มือสั่นน่ะค่ะ) สุดท้ายก็ผ่านมาได้ทุกคน

ผ่านจาก ตม. ก็มาถึง รับกระเป๋า กระเป๋าของทีมเรามาเกือบท้าย ๆ (เพราะเช็คอินก่อน) ขณะที่รอ ๆ พบว่ามีถุงกอล์ฟมาตามสายพานเป็นจำนวนมาก เห็นได้ว่านักกอล์ฟชาวญี่ปุ่นนิยมมาตีกอล์ฟที่ไทย ดีจังเนอะ ที่เงินทองจะได้ไหลเข้าประเทศ (แหะ ๆ แต่เราก็ยังมาเที่ยวญี่ปุ่นอ่ะนะ…)

ขณะรอกระเป๋า มีหนุ่มคนหนึ่งมาคุยกับพ่อ คุยกันไปกันมา เขาจะไปชินจูกุเหมือนกัน เขามาเที่ยวคนเดียว ถามว่าจะนั่ง taxi ไปด้วยกันไหมจะได้ประหยัด เขาก็ไม่รู้ทางเหมือนกัน เราเลยรีบบอกว่าเราจะพาขึ้น Limousine bus ไป Smiley

ต่อไปเป็นศุลกากร คราวนี้มีนักท่องเที่ยวมามาก ไม่เรียกตรวจอย่างที่โดนคราวที่แล้ว (อยากตรวจก็ตรวจไปซิ ไม่ได้พกอะไรมานี่หว่า)

พ้นพิธีการต่าง ๆ ก็วิ่งแจ้นไปซื้อตั๋วรถที่เคาน์เตอร์ (อยู่ตรงข้ามทางออกมาเลย)
สาวคนขายบอกว่าถ้าจะไปชินจูกุ รถออก 9.25 นะก๊ะ… ตอนซื้อตั๋วนั้นแค่ 9 โมงเช้า เลยถามพี่ที่เพิ่งเจอกันตอนเอากระเป๋าว่าจะไปไหม 3000 เยน พี่เขาก็โอเค เพราะค่า taxi อย่างที่รู้กันว่าเข้าโตเกียวเป็นหมื่น จริง ๆ มีรถไปถึงโรงแรมพี่คนนั้นเลย แต่ออก 10 โมง พี่เขาไม่ไปเพราะขี้เกียจรอนาน ไปต่อ taxi ตรงชินจูกุก็ได้ (พี่เขาพักที่ Shinjuku Washington hotel)

นี่คือตั๋ว Limousine bus

ระหว่างช่วง 20 กว่านาทีที่รอรถเราก็ต้องหาโทรศัพท์โทรบอกตาเป๋อ (พี่ชาย) ว่ามาถึงแล้วอีก 2 ชั่วโมงให้ไปรับที่ท่ารถชินจูกุ ที่ Terminal 1 หาโทรศัพท์สาธารณะอย่างยาก

ครั้นเจอตู้โทรศัพท์ โทรอย่างไรก็เป็นเสียงสายไม่ว่างตลอด ว้าแย่จัง โทรอยู่หลายครั้งใกล้ 9.25 น. จึงต้องกลับไปพบทีมที่รออยู่โดยที่โทรไม่ติด เอาวะ มันถึงเวลาต้องไปแล้ว

ออกมายืนที่ป้ายเบอร์ 11 ซึ่งเป็นท่าขึ้นรถที่จะไปชินจูกุ มีคนรออยู่บ้าง เรามาคิวหลังสุด (ตามเคยด้วยความเฟอะฟะ) ตอนนี้แม่เริ่มบ่นว่าหนาว ก็จะไม่หนาวได้ไงล่ะ พูดควันออกปากขนาดนั้น ดูที่ป้ายบอกอุณหภูมิ บอกว่า 9 องศา Smiley

ขึ้นรถ แน่นอนว่าอุ่นขึ้น และด้วยความที่มาหลังสุด จึงได้นั่งใกล้ห้องน้ำ แต่ไม่เหม็นนะคะ ห้องน้ำเขาสะอาดดี

เสียอารมณ์อยู่อย่างเดียว ผู้หญิงคนที่มานั่งข้างหลัง (เป็นคนไทย) มากับลูก อายุประมาณ 4-5 ขวบ ขึ้นรถมาก็คุยโทรศัพท์เสียงดังมาก (แทนที่ลูกจะพูดมากตามวัย) บางคำมีหลุดกู ๆ มึง ๆ อีก ฟังจากที่คุยดูเหมือนเขาจะอยู่ที่ญี่ปุ่นมาสักพัก เพิ่งกลับไปเยี่ยมบ้านมา คนอื่นที่นั่งในรถก็แสดงทีท่าระอา จริง ๆ อยู่ญี่ปุ่นมาพักแล้ว น่าจะรู้นะว่าเขาไม่คุยโทรศัพท์ในรถกัน ป้ายห้ามโทรศัพท์ก็ขึ้นโชว์ที่บอร์ด ที่หน้ารถก็มีว่าห้ามโทรศัพท์ เสียชื่อคนไทยอีก เฮ้อ….

ไม่นาน ทีมเราก็หลับกันเกลี้ยง….. 

ตืนมาอีกทีเข้าเขตโตเกียวแล้ว เลยปลุกแม่ให้ดูบ้านเมือง ตอนที่แล้วที่เรามาเป็นตอนกลางวัน (ไปอ่านขามาตอนที่แล้วที่นี่) ไม่ได้เห็นตึกรามบ้านช่องชัดขนาดนี้

รถวิ่งมาไม่นานก็เข้าเขตชินจูกุค่ะ ฮ้า….รู้สึกดีใจจังได้มา ญี่ปุ่นอีกครั้งนึงแล้ว… Smiley

ถึงที่หมาย (โดยที่ป้ายบอกทางด้านหน้ารถขึ้นตัวอักษรบอกว่าถึงชินจูกุ สังเกตไม่ยากค่ะ) เราทุกคนลงมาที่ชินจูกุ พี่คนนั้นเรียกแท๊กซี่ไปโรงแรม เหลือทีมเรา 4 คน แอบวางของใกล้ ๆ ตึกแห่งหนึ่ง ฝนลงเม็ด อุณหภูมิลดลงอีก พ่อกับแม่บ่นหนาว น้าที่เป็นไข้มาตั้งแต่ก่อนเดินทางก็ไข้ขึ้น พี่เป๋อก็ยังไม่มา ฉันจึงออกหาโทรศัพท์อีกครั้ง

บริเวณใกล้เคียงกลับไม่มีโทรศัพท์เลย ฉันวนไปวนมาทั้งด้านบนและด้านล่างสถาณีรถไฟ เดินไปไกลมากจึงเจอหยอดเหรียญอยู่ตู้นึง

ปรากฏว่าก็เป็นสัญญาณสายไม่ว่าง!

ตอนนี้ความเครียดเพิ่มขึ้นสูง เรานี่พาพ่อแม่น้า มาทรมานแท้ ๆ เชียว
พอดีมีชายสูงอายุคนหนึ่งเดินมา เขาโทรศัพท์เสร็จจึงขอร้องให้เขาโทรให้ ตามเบอร์ที่จดมา

ต่างคนต่างพูดภาษาอังกฤษไม่คล่อง แต่เขาก็พยามเต็มที่(ซึ้งน้ำใจเขาจริงๆ)

สุดท้ายก็สายไม่ว่าง

ฉันเดินกลับไปหาพ่อแม่และน้า บอกว่าโทรไม่ได้ จึงตั้งใจจะไปโรงแรมกัน แต่พอถาม taxi หรือคนอื่นกลับไม่รู้ทาง

เลยเอาเบอร์โทรศัพท์เพื่อนที่อยู่ คานากาว่า ขึ้นมา เอาล่ะ ถึงเพื่อนจะอยู่ไกลคงช่วยแนะนำเราได้….

และแล้ว….

พบว่าโทรศัพท์ของเพื่อนขึ้นต้นด้วย 090…
แต่เรากดเบอร์พี่ 90….
ลืมใส่ 0 ข้างหน้า ฮ่วย   มันคงโทรติดหรอก

ติดตามอ่านตอนหน้า “พบญาติ ศาลเจ้า ร้าน watami ย่านชินจูกุ ” ตรงนี้เยย….

 

ทริปอดีต Japan(s.2) ตอน 1 ขั้นเตรียมตัว

หลังจากที่ได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก เมื่อ พ.ค.49 (10 กว่าปีก่อน ถูกต้อง)

มาบัดนี้เกิดอาการกระสันอยากอีกแล้ว ยิ่งนังเพื่อนรักมันกำลังไปดูคอนเสิร์ตอยู่ตอนนี้ ยิ่งเกิดความริษยาสว่างวาบขึ้นมาทีเดียว

ยกครัวไปที่ญี่ปุ่นอีกครั้ง เดือน มี.ค.51 จ้า
เพราะอยากพาพ่อแม่ไปเที่ยวด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง แต่ตอนนี้คือพี่ชาย (ลูกพี่ลูกน้อง) โทรมาบอกว่า พี่สะใภ้ “ท้องแล้วจ้า” หลังแต่งงานมาเป็น 10 ปี และ คลอดเมื่อ  มกราคม 51  ดังนั้น บรรดาญาติวงค์จึงตั้งความหวังกับอิชั้น ซึ่งไป “ลองของ” มาแล้ว ให้พาไปซะดี ๆ ซึ่งทริปนี้ที่ยืนยันก็จะมี พ่อ แม่ ฉัน น้า (แม่ของพี่ชายที่เพิ่งมีลูก)

j009

จริง ๆ วางแผนมาตั้งแต่ทราบว่าพี่สะใภ้ท้อง คือมิถุนา แต่ครั้นโครงการจะราบรื่นเนี่ย กลายเป็นว่าฉุกละหุก แทบไม่ทัน เพราะว่าลาพักร้อนไว้ ช่วง 8-16 มีนา 51
แต่กว่าจะรอทุกคนว่าง เตรียมเอกสารครบ ใครยังไม่มีรูปก็ไปถ่ายรูป บางคนก็ไปต่างจังหวัด สรุปแล้วกว่าจะได้เดินทางไปทำวีซ่าก็เป็นวันที่ 27 ก.พ.51 แหม ช่างกระชั้นชิดจริงๆ และเมื่อไปขอวีซ่านั้นก็มีเรื่องทำให้ใจตุ๋ม ๆ ต่อม ๆ ก็คือ

เขาบอกจะแจ้งรับเล่มทางโทรศัพท์ แทนที่จะเป็น 2 วันถัดไป แงๆๆๆๆ

ไอ้ตัวเราเองก็ไม่น่ากังวลเท่าไหร่ เพราะเคยไปญี่ปุ่นมาครั้งนึงแล้ว ไปคนเดียว ผ่านฉลุยไม่มีปัญหา
คราวนี้ไปกับพ่อ แม่ และน้า ซึ่ง 3 คนนี้ยังไม่เคยไป (เกษียณแล้วทั้งหมด) เกรงว่าจะติดที่ 3 คนนี้

แต่แล้วเย็นวันที่ 28 ทางสถานทูตก็โทรมาบอกให้ไปรับวันที่ 29 ฮ่าๆๆๆๆ ดีใจที่ไม่ต้องคอยนาน จะหมู่หรือจ่าก็วันนี้

ก็ไปรับตอนบ่าย ดีใจมากที่วีซ่าผ่านทุกคน จ่ายคนละ 980 บาทแม้ว่าจะให้เพียง 15 วันก็เถอะน่า (คราวที่แล้วเค้าได้ 90 วันเชียวน๊า….)

ออกจากสถาณทูตมุ่งหน้าไปศูนย์สิริกิติ์ทันทีเพราะว่ามีงานท่องเที่ยวอยู่ ตั้งใจจะไปซื้อตั๋วเครื่องบิน ที่ไม่ซื้อล่วงหน้าก็เพราะว่ากลัววีซ่าไม่ผ่าน ซึ่งนี่แหละเป็นความผิดพลาด

“เต็มหมดเลยครับ เหลือแต่การบินไทย 5 ที่ บิน วันที่ 9 ตอน 5 ทุ่มครับ”
ใจตอนนั้นไม่อยากได้เลย เพราะแพงกว่าเจ้าอื่น เลยให้เขาหา ๆ เลื่อนวันไปมาแต่ก็ไม่ได้
“เอาการบินไทยเที่ยวนั้นก็ได้ค่ะ”
พนักงานก็คีย์ปุ๊บ….
“เหลือ 2 ที่เองครับ!!!!”

ซวยแล้วตู !!!!

ช่วงไม่ถึง 5 นาที มีคนสอยไปแล้ว 3 ที่ เลยตั้งติด waiting listไว้

ทีนี้ล่ะเดินเป็นหมูติดจั่นเลย กินไม่ได้นอนไม่หลับกระสับกระส่าย ใจจดใจจ่ออยู่ แต่ก็รอไม่นานเท่าไหร่ เพราะวันรุ่งขึ้นเจ้าหน้าที่ก็โทรมาบอกเลยว่าได้ตั๋วเครื่องบินแล้วจ้า 

เอาล่ะขั้นต่อไปคือจองโรงแรม

ที่ไม่จองโรงแรมก่อนเพราะต้องรอตั๋วก่อน จะได้รู้วันเวลา
ทีนี้โรงแรมก็จะเต็ม

จากเหตุการณ์นี้สอนให้รู้ว่า
1. ต้องทำวีซ่าล่วงหน้าให้นาน ๆ เพราะพอได้วีซ่าแล้วจะมีอายุ 3 เดือน ที่ 15 วันหมายความว่าเราเหยียบญี่ปุ่นแล้วอยู่ได้แค่ 15 วัน แต่ถ้ายังไม่เหยียบก็เก็บวีซ่าไว้ได้ 3 เดือนกว่าจะเดินทาง

2. หลีกเลี่ยงช่วงใกล้ปิดเทอม เพราะเราลืมไปว่า มีนาคมเด็กปิดเทอมไปกันเยอะ ตั๋วจะหายาก ถ้าจะให้ดีต้องหลีกเลี่ยงถ้าเป็นไปได้

3. โรงแรมควรรีบจองแต่เนิ่น ๆ ช่วงที่ตั๋วเครื่องบินเต็ม มีสิทธิ์ว่าโรงแรมจะเต็มด้วย ต้องเช็คให้ดี ๆ

พูดถึงโรงแรม เราให้บริษัททัวร์ที่จองตั๋วเครื่องบินจัดการให้ ได้ Shinjuku listel hotel

แต่จริง ๆ จองเองจะถูกกว่านะ แต่เราไม่มีเวลาและปัญญา…

ได้ที่ Shinjuku listel hotel 

เอาล่ะน๊า Japan อยู่แค่เอื้อมแล้ว…ว

j019

แวะดม ชมอินเดียตอนที่ 6 (จบ) โบสถ์ Basilica of Sacred Heart of Jesus และ โบราณสถาน Mahabalipurum

มาต่อแล้วนะคะ จาดตอนที่แล้ว

ตอนที่ 5.5 Arulmigu Temple ไหว้ พระพิฆเนศวร Bharathi park

ในทริปก็เป็นวันที่ 4 แล้วค่ะ ขอแปะวิดีโอก่อนนะคะ

หนีชายมาชมบ้านชมเมือง ก็โดนดุไปตามระเบียบ เพราะออกมาเดินดุ่ย ๆ คนเดียวไม่ได้ มันอันตราย

ind1066_4

 

แต่เพื่อนก็เดินออกมาหาข้าวหมกไก่กินอ่ะนะ 60 รูปี

ind1066_5

ร้านนี้เป็นรถเข็นค่ะ (กล้าเนอะ กินอาหารรถเข็นอินเดีย แต่ก็ไม่เห็นเป็นไร) ข้าวหมกไก่ กล่องละ 60 รูปี ก็ประมาณ 30 บาท

วันนี้เราจะไป boat house กันค่ะ

ind1066_6

นั่งเรือรอมา

ind1066_8

เรือก็จะเล็กๆ แบบนี้

ind1076

มาถึงตอนนี้เอวิไอและหอบมากเลยค่ะ ชายเลยพากลับ
ระหว่างเดินกลับ เห็นอะไรที่ไม่ดีไม่งาม แต่ช่างเถอะ เราเลิกกันแล้วนี่ (พูดได้แค่นี้)

นั่งรถกลับเข้ามาในเมือง ผ่านโบสถ์คริสต์สวยงามมาก

ind1082

โบสถ์ Basilica of the Sacred Heart of Jesus (พิกัด ที่นี่ ) สร้างปี 1907

ind1081

คนมาถ่ายรูปเยอะเลยค่ะ

ind1093

ชุดที่เห็นซื้อที่อินเดียนะคะ หาไซส์ยากมาก ๆ ถ้ามีก็ไม่สวย อันนี้สวยถุกใจสุด ๆ

ข้างในโบสถ์สวยงาม ด้านในลึก ๆ เขาไม่ให้ถ่ายรูปนะคะ

ind1094

เอวิยังไม่หายเศร้าเลยค่ะ (ตอนที่เขียนอยู่นี่ก็ยังจำความรู้สึกนั้นได้ดีนะ แม้ว่าจะผ่านมาหลายปีแล้วก็ตาม) เพลงมา ….. Smiley

เห็นคนที่รักอยู่ตรงหน้า แต่เอื้อมไม่ถึงเนอะ

เลยนั่งลงในโบสถ์ ภาวนาขอกับพระเจ้าว่า

ถ้าพระเจ้าได้รับฟังคำขอของลูก ขอให้ส่งคนของพระเจ้ามาให้ลูกสักคน ให้เขารักและดีกับเอวิมาก ๆ กว่าคนนี้นะคะ (เอวิ นับถือศาสนาพุทธและเคารพทุกศาสนานะคะ)

ขอท่านไปก็ร้องไห้ไป ร้องมันในโบสถ์นั่นแหละ

(เขียนถึงตรงนี้น้ำตาไหลนะคะ)

Smiley  ………… ถามว่าคำขอเป็นจริงไหม ไปอ่านที่ บล๊อกนี้ ค่ะ

บล๊อกนี้เราพูดถึงอินเดียต่อนะคะ

วันต่อมา วันสุดท้ายก่อนกลับไปขึ้นเครื่องที่สนามบินเชนไน ทางผ่านคือ Mahabalipurum

ระหว่างทาง

ประมาณชั่วโมงกว่า ๆ เราก็ถึง Mahabalipurum

Mahabalipurum มหาปาลีปุรัม  เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่แถบ ๆ กาญจีปุรัม

ในภาพที่เห็นเรียกว่า shore temple มีอายุราวพันปี สร้างจากหินทั้งลูก

เสียดายที่ไม่ได้เข้า ทั้งที่ค่าเข้าแค่ 250 รูปีเท่านั้นเอง
(ไม่อยากเล่าสาเหตุนะคะ มันกระทบคนอื่นค่ะ แต่อะไรแบบนี้แหละค่ะที่สร้างปัญหาตลอด)

สถานที่นี้อยู่ติดทะเลค่ะ

ind2002_7

 มีคนลงไปเล่นน้ำประปราย

สถานที่ท่องเที่ยวมีของขายแน่นอนค่ะ
ใครอยากมีสมบัติพัสถาน ซื้อไปค่ะ ยกกองไปเลย ราคาถูกมาก ๆ

ได้เวลากลับกันละค่ะ

ระหว่างทางเจอร้านริมทางแบบนี้ อินเดี๊ย อินเดีย

ถึงในเมือง แวะกินอะไรกันหน่อย เรียกไม่ถูกอร่อยดี

ถ้าคราวหน้าอยากกินต้องปริ้นท์รูปไปให้ดู

ตบท้ายด้วย Chai

ind2009

ซื้อขนมไปฝากเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้องๆ

ขนมที่นี่เขาขายแบบชั่งขีดนะคะ เลือกแล้วชั่งเอา ราคาแต่ละอย่างไม่เท่ากัน

หวานทุกอย่าง แต่มีกลิ่นแขก ๆ อร่อยมาก

ต้องกลับแล้ว

น้ำหนักกระเป๋าอลังการมาก ของเพื่อน 46 กิโล ของเอวิ 12 กิโลค่ะ

สามชั่วโมงก็ถึงไทย

จบทริปนี้พร้อมปัญหาชีวิตค่ะ ในที่สุดก็ไดเพื่อนเพิ่มมา 1 คน

หลังกลับมาก็หลังไมค์ไปคุยกับล๊อกอินพันทิป คุณ นกเถื่อน ที่แนะนำเรื่องทำวีซ่าก่อนไป และเล่าว่ากลับมาโสดเลย คุณนกเถื่อนให้ข้อคิดที่น่าสนใจมาก ว่า

“ดีใจด้วยนะได้เปลี่ยนแฟน”

เก็ทเลย ใช่ๆ ได้เปลี่ยนแฟน หายเศร้ากันไป แต่กลับมาก็เป๋เหมือนกัน แต่คนอย่างเอวิโสดไม่นาน (กล้าพูด)  เรื่องแฟน   …………

Smiley ตามไปอ่านที่ บล๊อกนี้ ค่ะ

เอาล่ะค่ะ จบทริปอินเดีย หวังว่าในอนาคตจะมีโอกาสได้ไปอีก อินเดียที่เขาว่าชอบก็ชอบเลย เกลียดก็เกลียดเลย

แต่เอวิ รักเลยนะ

พบกันใหม่ประเทศถัด ๆ ไปค่ะ