Have time?


ขอบคุณ นาฬิกา สวย ๆ จาก


แวะไปที่เพจเฟซบุ๊คได้นะคะ
Honeynut House

อื่น ๆ
Auto Backlinks

ทริปอดีต Japan(s.2) ตอน 5 ตลาด Ameyoko ร้านอาหารบ้านริมป่า

รวมที่พักสำหรับนักเดินทางเดี่ยว โลเคชั่นเยี่ยม ที่โตเกียว
ทำวีซ่าอินเดีย ออนไลน์ eVisa ด้วยตัวเอง กันยา2561-2018
บล๊อกเก่าเล่าใหม่ Smiley Label Bag ถุงมิตรภาพ และเพื่อนจากแดนไกล
Live on page เล่าเรื่องผี อิอิ
<<ไปอ่านตอนที่แล้ว Go Japan 2 เดินเที่ยว ชมวัด Asakusa ที่นี่

เสร็จจากวัด Asakusa เราก็จะเดินกันต่อเพื่อไปตลาด Ameyoko ค่ะ
(ในตอนนี้ ยังเป็นวันที่ 11 มี.ค. อยู่นะคะ )

เดินไปเรื่อย ๆ ก็เจอดอกไม้เป็นช่อ ๆ วางไว้ เอ๊ะ เขาขายอะไร

j382_2

ดอกไม้นี่คือ ดอกไม้ที่แฟนละคร นำมาให้ตัวเอกที่เขาชอบ คงอารมณ์เดียวกะแม่ยกลิเกบ้านเรา
ซึ่งไม่นานค่ะ ดาราก็ออกมาพอดี

มามะมาดูใกล้ ๆ
ขอถ่ายด้วยหน่อย

ชุด เสื้อผ้า ดูสวยงาม

เราก็มุ่งหน้าเดินไปต่อ ทิศที่เราเดินไปนี้ ถ้าโรงละครอยู่ทางขวามือ ตรงไปเจอแยกเล็ก ให้เดินตรงไปอีกจะเป็นแยกที่ใหญ่ขึ้นหน่อย เลี้ยงขวาเดินไปไม่ไกล มีอุลตร้าแมน ให้ถ่ายรูปด้วยนะ

เดินมาอีกหน่อย ก็มาเจอ รถลาก (ที่ใคร ๆ ก็บอกว่าแพง) พี่เป๋อบอกว่า คนที่ลากจะพาวนรอบ ๆ วัด และเป็นไกด์อธิบายไปด้วย สองสาวบนรถ พอยกกล้องตั้งท่าจะถ่าย ก็หันมายิ้มให้อย่างดี

ยังไปไม่ถึงตลาด ผ่านร้าน ๆ หนึ่ง มีทำตุ๊กตา ขโมยไว้บนหลังคาร้านด้วย (แหม ก็คงไม่ได้กันได้จริง ๆ หรอกเนอะ)

ตีกนี้ก็ดูสวยดีค่ะ

เดินผ่านมาเจอสิ่งนี้ พี่เป๋อบอกว่ามันคือ หัวบุก ค่ะ

นอกจากนี้ยังมีร้านขายของที่สินค้าpackage น่ารัก ๆ ทั้งนั้น

มาดูตึก และถนนหนทางกันค่ะ เราเดินมาถึงบริเวณหน้าห้างมัตซึย่า

จากห้างมัตซึย่า ถ้าเราจะไปตลาดอาเมโยโกะ ต้องนั่งรถไฟไป 2 สถานี (แต่เอวิก็เคยเดินไปอยู่นะ)

แล้วพวกเราก็เดินมาถึงตลาด Ameyoko
ที่ตลาดก็มีของขายมากมาย เหมือนตลาดสด และส่วนใหญ่เป็นอาหารทะเล ปลา สาหร่าย ปลาหมึกต่าง ๆ

เลยถ่ายรูปสินค้ามาให้ดูกัน

มาถึงตลาด ก็ช๊อปกันกระจาย คุณแม่ซื้อสตรอเบอรี่ใหญ่
“ก็ลูกมันใหญ่ดีนี่ลูก มามา มาชิมเร้ว” แม่ตามมาเรียกขณะฉันกำลังตั้งท่าจะคีบตุ๊กตา สุดท้ายก็เลยโดนดึงมากินสตรอเบอรี่กัน
เออเนอะ อร่อยดี ร้านนี้มีราดนมข้นให้อีก อูย…ย.. สะใจคนอ้วนดีแท้

เดินดูของกันได้หน่อย คุณพ่อไปสะดุดอะไรไม่รู้ ล้มซะงั้น ดีที่ไม่เป็นอะไรมาก ได้แต่แผลถลอกกลับไทย แต่แย่ เพราะอากาศเย็น เลยรู้สึกเจ็บมาก

เลยรู้สึก sad ว่าพาพ่อแม่มาทรมานหรือเปล่า

เสร็จจากตรงนั้น ก็ซื้อของกันนิดหน่อย ฉันกับแม่ได้ร่มมาคนละอัน แม่จะเอาไปฝากน้องสะใภ้ ฉันจะเอาไปฝากเพื่อน

ที่ร้านนั้นแหละ เห็นพ่อยืนดูนาฬิกาอยู่นาน แต่ก็ไม่ซื้อ ดูท่าทางพ่ออยากได้ ก็เลยซื้อให้ 1 เรือน

แวะคีบตุ๊กตาอีกนิด ได้ตัวเล็ก ๆ มา 1 ตัว

เสร็จจากตลาด วันนี้คุณพ่อคุณแม่บ่นอยากกินอาหารไทย
พี่เป๋อเลยพาไปร้านพี่ที่สนิทกัน ร้าน “บ้านริมป่า”

เริ่มด้วยอาหารเรียกน้ำย่อย คือข้าวเกรียบน้ำพริกเผา..

อย่างอื่นก็สั่งกันตามใจ โดยเลือกจากเมนู ซึ่งมีอาหารเยอะทีเดียว

อาหารที่ร้านนี้ทำได้ “รสไทย” จริง ๆ ระหว่างที่ทานก็มีคนญี่ปุ่นมาทานเรื่อย ๆ

ทานอิ่ม ก่อนกลับ พลาดไม่ได้กับถ่ายรูปห้องน้ำที่ตกแต่งด้วยเรื่องราวไทย ๆ

กลับถึงที่พัก มาดูกันว่าวันนี้ได้อะไรมาบ้าง…

คุณแม่ซื้อมะเขือเทศลูกเล็ก ๆ มา หวานกรอบ 190 เยน (ราคาขณะนั้น เรท 30 บาท คือกล่องนี้ประมาณ 57 บาท… วิธีคิด ราคาเยนคูณ ศูนย์จุดเรท คือ 0.30 )

่j401

ตุ๊กตาญี่ปุ่น 700 เยน (ประมาณ 210 บาทด้วยเรท 30) ซื้อมาฝากเพื่อน จากหน้าวัด Asakusa มันรีเควสสีเขียว แต่ไม่มี เอาสีฟ้าไปละกัน เขาห่อไว้ (อุตส่าห์ห่อสีเขียวให้อีก น่ารักจริง)เลยไม่แกะดีกว่า

j403_2

ด้านขวาเป็นภาพที่เพื่อนแกะหลังจากเอาไปฝากแล้ว

แอบได้ได้เครื่องสำอางมา 1 set ใหญ่

ลูกพลับแห้งของคุณแม่

ด้านล่างนี่ มัตชา ชอบมาก กระปุกละประมาณ 800 เยน

ยาสีฟันใช้ดี๊ดี ฟันขาวเจ๊าะ (ซึ่งอะไรที่ใช้ดีมักเลิกผลิต พี่ชายบอกเราซื้อมาไม่กี่เดือนมันก็เลิกผลิต)

j407_2

และอายไลน์เนอร์แบบดินสอของมาจอริก้า สีชมพู Blink ๆ

หมดวันนี้แล้ว หลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน…อย่าลืมอ่านตอนต่อไปนะคะ

ทริปอดีต Japan(s.2) ตอน 4 เดินเที่ยว ชมวัดเซนโซจิ ย่าน Asakusa

 

รวมที่พักสำหรับนักเดินทางเดี่ยว โลเคชั่นเยี่ยม ที่โตเกียว
ทำวีซ่าอินเดีย ออนไลน์ eVisa ด้วยตัวเอง กันยา2561-2018
บล๊อกเก่าเล่าใหม่ Smiley อินเดียจ๋า ฉันมาแล้วจ้ะ
Live on page สวยงามยามท่องเที่ยว

  ไปอ่านตอนที่แล้ว Go Japan 2 พบญาติ ศาลเจ้า ร้าน watami ย่านชินจูกุ ที่นี่

ตื่นมาเช้าวันใหม่ เป็นวันที่ 11 มี.ค.51 วันนี้เราออกเดินทางไปวัดสายกันเล็กน้อยคือประมาณ 10 โมง เพราะเมื่อวานเหนื่อยกันมามาก วันนี้อากาศเริ่มไม่หนาวมาก คือราว 14-15 องศา

เราเริ่มต้นที่สถานีชินจูกุ โดยเดินจากโรงแรมมาที่ สถานีชินจูกุ ทางเข้าตรงอิเซตัน
พอเข้าอิเซตัน ก็ไม่หนาวแล้ว วน ๆ ดูของกันซักนิด


แม่กับน้า เจอหน่อไม้ฝรั่งปักใส่กระถางใบใหญ่ ในอิเซตันนั่นแหละ ดูสวยดี ชักภาพมาเป็นที่ระลึกหน่อย….

มุดเข้าประตูด้านหนึ่งของอิเซตัน ก็มาออกที่ประตูอีกด้านหนึ่ง จริง ๆ จากตรงนั้นสามารถลงไปที่สถานีรถไฟของ JR ได้เลย แต่พี่เป๋อพาวนเที่ยวก่อน

มีดอกไม้สวย ๆ เต็มไปหมด

ตึกรามบ้านช่องต่าง ๆ


นี่ก็ดอกไม้อีก

ระหว่างทางเจอเขาซ้อมดับเพลิงกันค่ะ เป็นการลองให้เข้าไปในควันจริง ๆ จะได้เข้าใจว่าเป็นอย่างไร
j339_2

ออกมาแล้ว…
เดินไปอีกหน่อย เราก็มาถึงสถานีรถไฟของ JR

ซึ่งในรถไฟ เป็นมารยาทที่เราจะไม่ถ่ายรูปค่ะ (พี่เป๋อบอก) เรานั่งมาขึ้นที่ Ueno
(นั่งสายหากิน Yamanote สายเขียว) จากนั้นเดินอีก เพื่อไปต่อรถไฟใต้ดินค่ะ

ภาพด้านนอก เมื่อถึง Ueno แล้ว
ซึ่งเราก็เดินกันอีกนิดนึง ตรงนี้เป็นที่ที่อยู่สูงขึ้นมากว่าพื้นล่าง แต่จะมีความสูงพอ ๆ กับรถไฟ(ที่ไม่ใช่ใต้ดิน)

j342

แล้วก็มาต่อรถไฟใต้ดินกัน
ซื้อตั๋วก่อน จาก ueno ไป asakusa

พอถึงตรงนี้ ทุกคนในทีมเกิดปวดฉี่ขึ้นมา เลยไปฉี่กันก่อน รถไฟใต้ดินสายนี้มาทุก 2 นาที (เป๊ะๆ)เรานั่งไปอีกเพียง 3 ป้ายเท่านั้นก็จะถึงค่ะ

โผล่ขึ้นมาจากสถานีรถไฟใต้ดิน ก็เข้าใกล้เป้าหมายคือวัด Asakusa เข้าไปทุกที แต่กองทัพจำเป็นต้องเดินด้วยท้อง จึงหยุดกินข้าวกันก่อนดีกว่า….

ร้านนี้

อ่ะ ดูเมนูกันก่อน

ร้านนี้มีเมนูทั้งญี่ปุ่นและอังกฤษ ทำให้สะดวกกับชาวต่างชาติที่มาเที่ยว
เรามากัน 5 คน จึงสั่ง ๆ เอามากินรวมกัน

ข้าวห่อไข่ 
เบนโตะแบบนี้ที่คุณน้าสั่ง
ส่วนฉันสั่งปลาดิบ ราคาไม่แพง ตีซะว่า 200 กว่าบาท
แม่สั่งข้าวหน้าปลาดิบ ทานกับคุณพ่อ

นอกจากนี้ทางร้านยังบริการ Miso soup อีกด้วยเป็นรายคน

ที่พลาดไม่ได้คือห้องน้ำร้านนี้แต่งได้สวยจัง

ดูอ่างล้างมือเขาสิ

รับประทานอาหารเสร็จ ออกมาหน้าร้าน มีหนุ่มคนหนึ่งแต่งชุดโบราณ ขายขนมลักษณะเหมือนขนมโตเกียว ชิ้นละ 200 เยน (คุณน้าซื้อมาแต่เราไม่ได้ซื้อ)
พี่เป๋อบอก เขาคิดแพง ค่าแต่งตัว กว่าจะเสร็จเหนื่อยกันพอดี …5 5 5

ขนมของเขา

ร้านค้าที่รายรอบ

ซ้ายล่าง : ร้านนี้ขายผ้าต่าง ๆ ลายสุดฮิต

นี่สถานีตำรวจ

เดินมาใกล้ถึงวัดแล้วค่ะ

ถึงแล้วจ้า….

ถ่ายรูปด้วยหน่อย

เทียบกันดู 2 ปีผ่านไป ณ ที่เดิม แต่นางแบบอ้วนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (จริง ๆ น้ำหนักขึ้นมา 1.5 กิโล)
ถ้าอีก 2 ปีมา เอามาเทียบอีก มันจะขนาดไหนวะเนี่ย เหอๆๆๆๆ

ประตูตรงที่ยืน เรียก Kaminarimon เป็นจุดยอดฮิตที่ต้องไปถ่ายรูป ไปครั้งที่ 3 ดูท่าทางจะอ้วนกว่านี้มั๊ยเนี่ย

แวะดูของกันอีกหน่อยจากประตูตามทางเดินเข้าไปสู่ตัววัดด้านใน เดินผ่านถนนที่ขายของมากมาย ชื่อ Nakamise dori สู่ส่วนตัวอาคารด้านในที่จะเข้าไปไหว้พระกัน เรียก Hōzōmon

ถ่ายภาพมุมเดิม พระที่เมื่อ 2 ปีก่อนห่มผ้าแดง

ภาพของเมื่อ 2 ปีก่อน

ระหว่างทางก็มีนักบวชหญิงเดินผ่าน รู้สึกได้ถึงความสงบเย็นจริง ๆ


สถูป 5 ชั้น ครั้งก่อนที่มายังปรับปรุงอยู่ เลยได้ภาพที่ไม่สวยมา คราวนี้สวยแจ่มจริงๆ

อ๊ะ ๆ คุณแม่จะเสี่ยงเซียมซี

หยอด 100 ค่าบำรุงน้ำไฟ หมุน ๆ ให้ติ้วไหลลงมาก็มาตรวจเบอร์กัน

โอ้โหของแม่ได้โชคดี!!!

เสี่ยงมั่ง

ไหงของเราได้งี้ล่ะ

แต่ถึงยังไงก็ใช้ได้ล่ะน่า…. (ปี 49 เสี่ยงได้เบอร์ 43 ปีนี้ได้เบอร์ 44 คราวหน้าได้เบอร์ 45 แน่)

แวะดูเครื่องรางกัน แต่ตรงนี้ไม่ได้ซื้อหรอกค่ะ

จากนั้นไปปัดควันธูปเข้าหาตัว เพื่อความเป็นศิริมงคล
บริเวณวัด

มีคนพาน้องหมามาเที่ยวด้วย ขาวจั๊วะ

พอเข้าไปด้านในก็ไหว้พระกันตามระเบียบ คุณพ่อก็ไปจุดเทียน คงประมาณเติมน้ำมันที่วัดละมั๊ง


เทียนที่นี่ดี ให้เสียบได้เลยโดยที่ก้นมีรูเจาะไว้เลย

ทำธุระที่วัดเสร็จก็จะไปตลาด Ameyoko กันค่ะ
ก่อนจะจากวัด…แวะเข้าห้องน้ำกันอีก ห้องน้ำทำหรูดีจัง

อ่านตอนต่อไป Go Japan 2 ตลาด Ameyoko ร้านอาหารบ้านริมป่า
 ที่นี่

ทริปอดีต Japan(s.2) ตอน 3 พบญาติ ศาลเจ้า ร้าน watami ย่านชินจูกุ

<<ไปอ่านตอนที่แล้ว Go Japan 2 ออกจากจุดสตาร์ท ที่นี่

หลังจากที่พยามโทรหาพี่ชายให้มารับเท่าไหร่ก็ไม่ติด (สมัยปี 08 smartphone ยังไม่แพร่หลาย ไม่มีแชร์โลเคชั่นนะคะ)
เมื่อโทรศัพท์โดยใส่ 0 ไว้ด้านหน้าแล้ว ก็โทรติดโดยพลัน 

“ถึงแล้วเหรอ ทำไมช้าจังวะ อยู่ที่ไหนเนี่ย”

เลยบอกพี่ชายไปอย่างเร็วว่ามาถึงชินจูกุแล้ว ยืนอยู่ตรงเคเอฟซี หนาวมาก มารับด่วน (หยอดแค่ 30 เยนคือ 10 บาท ต้องพูดเร็ว ๆเพราะโทรมือถือ)

วิ่งขึ้นมาหาพ่อแม่และน้า บอกว่าพี่เป๋อกำลังมา ตอนนี้แม่กับน้าก็บ่นซะ…

3 นาที ตาเป๋อโผล่มา หนวดเครารุงรัง….มีลูกแล้วเป็นอย่างงี้เหรอเนี่ย 

น้าผู้ซึ่งเป็นแม่ตาเป๋อก็บ่น ๆ พอเป็นพิธี เราขึ้น taxi ไปบ้านตาเป๋อกัน…

บ้านพี่เป๋ออยู่โอคุโบะ ไม่ไกลจากสถานี ชินโอคุโบะ สมัยก่อนเป็นย่านคนไทย แต่ตอนนี้กลายเป็นย่านเกาหลีแล้ว แต่ก็ยังพอมีคนไทยอยู่บ้าง

ยังไม่ทันถึงประตูห้อง พี่ชิฮารุ พี่สะใภ้คนสวย ก็อุ้มลูกมารับถึงหน้าลิฟท์เลยทีเดียว

เจ้าตัวเล็กช่างน่ารักน่าชัง ตางี้เบ้อเร่อเลย Smiley

ไปไหนใครก็ทักว่าตาโต๊โต…” พี่ชิฮารุบอก แหะ ๆ ก็ตาเป๋อตาเบ้อเร่อขนาดนั้น..

หลังจากนั้นพวกเราก็นั่งเล่นนั่งคุยกันที่บ้านพี่เป๋อกันพักหนึ่ง เอาของฝากที่ญาติ ๆ ฝากมาให้  และแถ่นแท้น……

“หม่าม้าเอาสะตอมาให้ชิฮารุด้วย” น้าบอกพร้อมควักถุงสะตอขึ้นมาจากกระเป๋าเดินทาง

สุดยอดคุณแม่สามี 123 …เอาสะตอมาให้ลูกสะใภ้กิน (พี่ชิฮารุชอบมาก ไปเมืองไทยทีไรกินสะตอทุกที)

คุยกันสักพัก รับขวัญหลานเสร็จ เวลาล่วงไปบ่ายครึ่ง ไปกินข้าวกลางวันกันดีกว่า

อากาศวันนี้หนาว 12-8 และมีฝนตกปรอย ๆ เราจึงเลือกร้านที่เดินไปแค่ 50 เมตรเองค่ะ

เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นธรรมดาทั่วไป รสชาติใช้ได้ทีเดียว

มาดูบรรยากาศในร้านกันนิดนึง


แม่ พ่อ และพี่ชิฮารุ


พี่เป๋ออุ้มน้องวายุ อยู่โน่น

ดูแล้วร้านเป็นร้านเล็ก ๆ แต่มีคนเข้าอยู่ไม่ขาดสาย

เริ่มด้วยเสริฟน้ำเสร็จ ยำสาหร่ายมาก่อน
j010

ยำสาหร่ายที่นี่รสชาติต่างจากเมืองไทย เป็นสาหร่ายคอมบุ รสชาติออกเค็ม ๆ
ส่วนรสชาติก็อร่อย แถมยังชามโตมาก ๆ (เราไปเจอมีขายอีกทีที่ร้าน OOTOYA ถ้วยเล็กราคา 60 บาท รสชาติเหมือนที่นี่เลย)

ไม่นานอาหารแบบเป็น set กับเทมปุระ ก็มา โอ้โห ชามเบ้อเร่อ

กินไปกินมาปรากฏว่าเหลือ กินไม่หมด เสียดายมาก ๆ ขอโทษอาหารด้วยนะคะ

เมื่อรับประทานอาหารกันเสร็จ ก็ไปโรงแรม ที่ญี่ปุ่นโรงแรมสามารถเช็คอินได้หลังบ่าย 3 โมงค่ะ

เสร็จธุระเรื่องโรงแรม ก็ออกเที่ยว ก็ราว ๆ 4-5 โมงเย็นแล้วล่ะค่ะ พี่เป๋อพามาศาลเจ้าแห่งหนึ่ง เรียกว่า Hanazono Jinja ย่านชินจูกุนั่นแหละค่ะ ป้ายหน้าศาลมีบอกไว้ถึงคนที่อายุครบเท่านั้นเท่านี้ต้องมาทำบุญปัดเป่าสิ่งไม่ดี สีแดงคืออายุที่จะมีสิ่งไม่ดีในปีนี้

แม่กับน้าที่หน้าศาลเจ้า

บริเวณศาลเจ้า

จะมีที่ให้ผูกใบเซียมซี สำหรับคนที่ได้ใบที่ไม่ดี

สวดมนต์กันค่ะ

ด้านในจะมีโต๊ะที่อธิบายอะไรต่าง ๆ อยู่ด้วย

ก่อนกลับ แวะซื้อเครื่องราง เป็นรวงข้าว (ลืมถ่ายรูปมา) ฝากน้องชายที่เปิดร้านเบเกอรี่ เพื่อให้เงินทองไหลมาเทมาค่ะ

เสร็จจากศาลเจ้า ก็ไปเป็นช่วงกลางคืน ยังอยู่ที่ชินจูกุค่ะ

ร้านรวงต่าง ๆ

ตามซอย

ภาพที่เห็นเป็นคุณพ่อ ห่มผ้าคลุมไหล่ Pashmina ที่พี่ติ๊ก(พี่ที่เรียนโทด้วยกัน)มาฝากจากเชียงใหม่ คอนเฟิร์มว่าห่มแล้วอุ่นมากค่ะ

เดินชมวิวกันเสร็จ เราก็ไปกินอาหารค่ำที่ร้าน watami พี่เป๋อบอกร้านนี้มีหลายสาขา ประมาณ Black canyon นั่นแหละ ทุก ๆ สาขา อาหารก็จะเหมือน ๆ กัน

เมนู

มี meatball เป็นตัวเรียกน้ำย่อย ขอบอกว่าอร่อยมาก

อาหารก็เริ่มมา
อันนี้คล้าย ๆ ราดหน้า อร่อยดี

อันนี้จะเป็นสลัดซอสไข่กุ้ง

ไก่ทอดราดซอส

ปลาดิบ แล่บางเชี๊ยบ อร่อยด้วย

และอื่น ๆ อีกตรึม

เมนูขนม น่าทานมาก ๆ แต่ทานเข้าไปไม่ไหวแหล่วว

ทั้งหมดนี้ของร้าน Watami ค่ะ

จบจากเรื่องกินก็กลับโรงแรม หมดแรงกันไปเลยสำหรับวันแรก
ส่วนวันถัดไป ไปวัดอาซากุสะตลาด Ameyoko กันค่ะ

ทริปอดีต Japan(s.2) ตอน 2 ออกจากจุดสตาร์ท

ในที่สุดก็ได้ฤกษ์ออกเดินทางภายหลังความยากลำบาก (แวะไปอ่านขั้นเตรียมตัวได้ที่นี่) กำหนดการเดินทางของเครื่องบิน TG 642 ออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเวลา 23.50 น. แต่ 555 เรามันเป็นพวกบ้า ชวนทีมมากันตั้งแต่ 2 ทุ่ม

j001

เมื่อผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ก็เข้ามาสู่ด้านในค่ะ
จริง ๆ ตอนไปญี่ปุ่นครั้งที่แล้ว ตัวเองขึ้นที่ดอนเมือง ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่ขึ้นที่สุวรรณภูมิ ซึ่งมีความแตกต่างกันคือ ที่นี่ไม่ต้องไปหยอดตู้เสียภาษี สนามบินแล้ว
และด้วยความเฟอะฟะ เราก็ลืมเขียนใบ ตม.4 ดีนะที่รีบไปก่อนเวลา จึงมีเวลาแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ได้หลายประการ

พอเข้ามาสู่ภายในแล้ว ก็ถึงเวลาของการช้อปปิ้ง อันที่จริงเราก็ตั้งใจจะช้อปปิ้งหลายอย่างแต่พอเอาเข้าจริง ๆ ก็เกิดเสียดายเงินซะงั้น ก็เลยไม่ได้ซื้อ มีแต่แม่ที่ซื้อครีมทาหน้าไป 2 กระปุก ซึ่งเขาก็แพคใส่ถุงพลาสติกโปร่งใส ซึ่งเป็นมาตรการของสนามบิน ซึ่งครั้งที่แล้วที่เราไปไม่เจอ

พูดถึงอาหารที่สุวรรณภูมิ ก็มีร้านค้าต่าง ๆ มากมาย ราคาก็ไม่ได้แพงอย่างที่แอบคิดไว้ตอนแรก S&P Black canyon อะไรก็ขายราคาปกติ แถมยังมีซุ้มข้าวกล่องราคา 20-30 บาทด้วย รู้สึกดีมากที่ไม่เป็นการเอาเปรียบผู้เดินทางทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ที่เกท C2A เมื่อได้เวลาขึ้นเครื่อง ปรากฏว่าต้องต่อรถไปขึ้นเครื่องกลางลาน ทำเอาฉันกลุ้มอีก เพราะสงสารพ่อกับแม่ซึ่งอายุ 70 กว่า จะต้องก้าวขึ้นลงรถ แถมขึ้นบันไดเข้าเครื่อง แต่กลายเป็นว่าเดินกันพริ้วทีเดียว

เมื่อเอาตัวเองมานั่งในเครื่องแล้ว กลายเป็นว่าเครื่องยังออกไม่ได้

“สวัสดีครับ ผมกัปตัน ขณะนี้ได้เวลาที่เราจะบินสู่สนามบินนาริตะกันแล้ว แต่เรายังไม่พร้อมเลยครับ ยังมีผู้โดยสารจำนวนหนึ่งซึ่งตกค้างจากสายการบินอื่นที่ล่าช้า เพื่อมาต่อสายการบินของเราครับ”

ครั้นพอผู้โดยสารขึ้นครบ เครื่องก็ยังขึ้นไม่ได้เพราะ เส้นทางวิ่งขึ้นเหลือเพียงเส้นเดียวและเครื่องที่จะขึ้นมีเยอะมาก เครื่องจึงถอยวนไปวนมา (วิ่งเล่นว่างั้นเหอะ) ทำเอากว่าจะได้ขึ้นจริงก็ ตีหนึ่ง…

พอขึ้นเครื่องการบินไทยก็แจกพายมาหนึ่งชิ้น 111  พร้อมเครื่องดื่ม  กว่าจะเคลียร์หลาย ๆ อย่างได้ก็ราว ๆ ตี 2 จึงหลับไป….

“ลูก ๆ แม่จะเข้าห้องน้ำ” ฉันได้ยินเสียงแม่ที่นั่งอยู่ด้านในสุดเรียก จึงออกจากโปง เถิบให้แม่ไปเข้าห้องน้ำ พอแม่เข้าห้องน้ำเสร็จก็หลับไปได้อีกหน่อย

“ลูก ๆ เถิบให้พ่อไปฉี่เดี๋ยว” เลยต้องให้พ่อไปฉี่อีก จากนั้นก็งีบได้อีกหน่อย

หลับ ๆ ตื่น ๆ เห็นโคมแดงอาซากุสะในความคิด หึ ๆๆ เราจะถึงญี่ปุ่นแล้ว

j019

แถ่น แถ่นแท้น…..
เสียงเพลงนุ่มนวลบรรเลงขึ้น (นัยว่าปลุกอย่างมีมารยาทว่างั้นเหอะ) เวลาบัดนาวนี้คือ 6 โมงเช้าญี่ปุ่นหรือตี 4 ไทยนี่เอง ไฟเปิดพรึ่บ พนักงานแจกผ้าร้อนเช็ดหน้า
(ซึ่งร้อนโคตรๆ) หลังจากนั้นไม่นานก็แจกอาหารเช้า มีเครป (หน้าตาเหมือนออมเล็ต…เราเข้าใจอย่างงั้น ว่ามันอาจจะอย่างเดียวกัน กินอย่างเดียวไม่มีความรู้..) หรือจะเอา บะหมี่ซี่โครงหมู ก็เลือกได้
ซึ่งขอบอกตามตรงว่าไม่อร่อยเลยทั้งสองอย่าง (พ่อแม่ลูกกินเครป ส่วนน้ากินบะหมี่ ได้แย่งชิมมาหมด)
ซึ่งพอกินเสร็จก็มีการแจกแบบฟอร์มกรอกเพื่อเข้าประเทศ เราเป็นคนกรอกเองหมด ให้พ่อหรือแม่เซ็นเท่านั้น ซึ่งเกือบจะไม่ทันแน่ะ

เครื่องลงที่สนามบินนาริตะ การบินไทยบินนิ่มจริง ๆ สมคำร่ำลือ พ่อบอกขึ้นมาแต่ยังหนุ่มก็ยังบินนิ่มเหมือนเดิม มีการคุยว่าเนี่ยลูกศิษย์พ่อทั้งนั้น …(พ่อเคยเป็นทหารอากาศน่ะค่ะ) ซึ่งก็นิ่มจริง ๆ ไม่รู้สึกเลย

ออกจากเครื่องผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ซึ่งต้องมีพิมพ์ลายนิ้วมือเข้าประเทศ แต่คุณพ่อทำหลายครั้งมาก (มือสั่นน่ะค่ะ) สุดท้ายก็ผ่านมาได้ทุกคน

ผ่านจาก ตม. ก็มาถึง รับกระเป๋า กระเป๋าของทีมเรามาเกือบท้าย ๆ (เพราะเช็คอินก่อน) ขณะที่รอ ๆ พบว่ามีถุงกอล์ฟมาตามสายพานเป็นจำนวนมาก เห็นได้ว่านักกอล์ฟชาวญี่ปุ่นนิยมมาตีกอล์ฟที่ไทย ดีจังเนอะ ที่เงินทองจะได้ไหลเข้าประเทศ (แหะ ๆ แต่เราก็ยังมาเที่ยวญี่ปุ่นอ่ะนะ…)

ขณะรอกระเป๋า มีหนุ่มคนหนึ่งมาคุยกับพ่อ คุยกันไปกันมา เขาจะไปชินจูกุเหมือนกัน เขามาเที่ยวคนเดียว ถามว่าจะนั่ง taxi ไปด้วยกันไหมจะได้ประหยัด เขาก็ไม่รู้ทางเหมือนกัน เราเลยรีบบอกว่าเราจะพาขึ้น Limousine bus ไป Smiley

ต่อไปเป็นศุลกากร คราวนี้มีนักท่องเที่ยวมามาก ไม่เรียกตรวจอย่างที่โดนคราวที่แล้ว (อยากตรวจก็ตรวจไปซิ ไม่ได้พกอะไรมานี่หว่า)

พ้นพิธีการต่าง ๆ ก็วิ่งแจ้นไปซื้อตั๋วรถที่เคาน์เตอร์ (อยู่ตรงข้ามทางออกมาเลย)
สาวคนขายบอกว่าถ้าจะไปชินจูกุ รถออก 9.25 นะก๊ะ… ตอนซื้อตั๋วนั้นแค่ 9 โมงเช้า เลยถามพี่ที่เพิ่งเจอกันตอนเอากระเป๋าว่าจะไปไหม 3000 เยน พี่เขาก็โอเค เพราะค่า taxi อย่างที่รู้กันว่าเข้าโตเกียวเป็นหมื่น จริง ๆ มีรถไปถึงโรงแรมพี่คนนั้นเลย แต่ออก 10 โมง พี่เขาไม่ไปเพราะขี้เกียจรอนาน ไปต่อ taxi ตรงชินจูกุก็ได้ (พี่เขาพักที่ Shinjuku Washington hotel)

นี่คือตั๋ว Limousine bus

ระหว่างช่วง 20 กว่านาทีที่รอรถเราก็ต้องหาโทรศัพท์โทรบอกตาเป๋อ (พี่ชาย) ว่ามาถึงแล้วอีก 2 ชั่วโมงให้ไปรับที่ท่ารถชินจูกุ ที่ Terminal 1 หาโทรศัพท์สาธารณะอย่างยาก

ครั้นเจอตู้โทรศัพท์ โทรอย่างไรก็เป็นเสียงสายไม่ว่างตลอด ว้าแย่จัง โทรอยู่หลายครั้งใกล้ 9.25 น. จึงต้องกลับไปพบทีมที่รออยู่โดยที่โทรไม่ติด เอาวะ มันถึงเวลาต้องไปแล้ว

ออกมายืนที่ป้ายเบอร์ 11 ซึ่งเป็นท่าขึ้นรถที่จะไปชินจูกุ มีคนรออยู่บ้าง เรามาคิวหลังสุด (ตามเคยด้วยความเฟอะฟะ) ตอนนี้แม่เริ่มบ่นว่าหนาว ก็จะไม่หนาวได้ไงล่ะ พูดควันออกปากขนาดนั้น ดูที่ป้ายบอกอุณหภูมิ บอกว่า 9 องศา Smiley

ขึ้นรถ แน่นอนว่าอุ่นขึ้น และด้วยความที่มาหลังสุด จึงได้นั่งใกล้ห้องน้ำ แต่ไม่เหม็นนะคะ ห้องน้ำเขาสะอาดดี

เสียอารมณ์อยู่อย่างเดียว ผู้หญิงคนที่มานั่งข้างหลัง (เป็นคนไทย) มากับลูก อายุประมาณ 4-5 ขวบ ขึ้นรถมาก็คุยโทรศัพท์เสียงดังมาก (แทนที่ลูกจะพูดมากตามวัย) บางคำมีหลุดกู ๆ มึง ๆ อีก ฟังจากที่คุยดูเหมือนเขาจะอยู่ที่ญี่ปุ่นมาสักพัก เพิ่งกลับไปเยี่ยมบ้านมา คนอื่นที่นั่งในรถก็แสดงทีท่าระอา จริง ๆ อยู่ญี่ปุ่นมาพักแล้ว น่าจะรู้นะว่าเขาไม่คุยโทรศัพท์ในรถกัน ป้ายห้ามโทรศัพท์ก็ขึ้นโชว์ที่บอร์ด ที่หน้ารถก็มีว่าห้ามโทรศัพท์ เสียชื่อคนไทยอีก เฮ้อ….

ไม่นาน ทีมเราก็หลับกันเกลี้ยง….. 

ตืนมาอีกทีเข้าเขตโตเกียวแล้ว เลยปลุกแม่ให้ดูบ้านเมือง ตอนที่แล้วที่เรามาเป็นตอนกลางวัน (ไปอ่านขามาตอนที่แล้วที่นี่) ไม่ได้เห็นตึกรามบ้านช่องชัดขนาดนี้

รถวิ่งมาไม่นานก็เข้าเขตชินจูกุค่ะ ฮ้า….รู้สึกดีใจจังได้มา ญี่ปุ่นอีกครั้งนึงแล้ว… Smiley

ถึงที่หมาย (โดยที่ป้ายบอกทางด้านหน้ารถขึ้นตัวอักษรบอกว่าถึงชินจูกุ สังเกตไม่ยากค่ะ) เราทุกคนลงมาที่ชินจูกุ พี่คนนั้นเรียกแท๊กซี่ไปโรงแรม เหลือทีมเรา 4 คน แอบวางของใกล้ ๆ ตึกแห่งหนึ่ง ฝนลงเม็ด อุณหภูมิลดลงอีก พ่อกับแม่บ่นหนาว น้าที่เป็นไข้มาตั้งแต่ก่อนเดินทางก็ไข้ขึ้น พี่เป๋อก็ยังไม่มา ฉันจึงออกหาโทรศัพท์อีกครั้ง

บริเวณใกล้เคียงกลับไม่มีโทรศัพท์เลย ฉันวนไปวนมาทั้งด้านบนและด้านล่างสถาณีรถไฟ เดินไปไกลมากจึงเจอหยอดเหรียญอยู่ตู้นึง

ปรากฏว่าก็เป็นสัญญาณสายไม่ว่าง!

ตอนนี้ความเครียดเพิ่มขึ้นสูง เรานี่พาพ่อแม่น้า มาทรมานแท้ ๆ เชียว
พอดีมีชายสูงอายุคนหนึ่งเดินมา เขาโทรศัพท์เสร็จจึงขอร้องให้เขาโทรให้ ตามเบอร์ที่จดมา

ต่างคนต่างพูดภาษาอังกฤษไม่คล่อง แต่เขาก็พยามเต็มที่(ซึ้งน้ำใจเขาจริงๆ)

สุดท้ายก็สายไม่ว่าง

ฉันเดินกลับไปหาพ่อแม่และน้า บอกว่าโทรไม่ได้ จึงตั้งใจจะไปโรงแรมกัน แต่พอถาม taxi หรือคนอื่นกลับไม่รู้ทาง

เลยเอาเบอร์โทรศัพท์เพื่อนที่อยู่ คานากาว่า ขึ้นมา เอาล่ะ ถึงเพื่อนจะอยู่ไกลคงช่วยแนะนำเราได้….

และแล้ว….

พบว่าโทรศัพท์ของเพื่อนขึ้นต้นด้วย 090…
แต่เรากดเบอร์พี่ 90….
ลืมใส่ 0 ข้างหน้า ฮ่วย   มันคงโทรติดหรอก

ติดตามอ่านตอนหน้า “พบญาติ ศาลเจ้า ร้าน watami ย่านชินจูกุ ” ตรงนี้เยย….

 

ทริปอดีต Japan(s.2) ตอน 1 ขั้นเตรียมตัว

หลังจากที่ได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก เมื่อ พ.ค.49 (10 กว่าปีก่อน ถูกต้อง)

มาบัดนี้เกิดอาการกระสันอยากอีกแล้ว ยิ่งนังเพื่อนรักมันกำลังไปดูคอนเสิร์ตอยู่ตอนนี้ ยิ่งเกิดความริษยาสว่างวาบขึ้นมาทีเดียว

ยกครัวไปที่ญี่ปุ่นอีกครั้ง เดือน มี.ค.51 จ้า
เพราะอยากพาพ่อแม่ไปเที่ยวด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง แต่ตอนนี้คือพี่ชาย (ลูกพี่ลูกน้อง) โทรมาบอกว่า พี่สะใภ้ “ท้องแล้วจ้า” หลังแต่งงานมาเป็น 10 ปี และ คลอดเมื่อ  มกราคม 51  ดังนั้น บรรดาญาติวงค์จึงตั้งความหวังกับอิชั้น ซึ่งไป “ลองของ” มาแล้ว ให้พาไปซะดี ๆ ซึ่งทริปนี้ที่ยืนยันก็จะมี พ่อ แม่ ฉัน น้า (แม่ของพี่ชายที่เพิ่งมีลูก)

j009

จริง ๆ วางแผนมาตั้งแต่ทราบว่าพี่สะใภ้ท้อง คือมิถุนา แต่ครั้นโครงการจะราบรื่นเนี่ย กลายเป็นว่าฉุกละหุก แทบไม่ทัน เพราะว่าลาพักร้อนไว้ ช่วง 8-16 มีนา 51
แต่กว่าจะรอทุกคนว่าง เตรียมเอกสารครบ ใครยังไม่มีรูปก็ไปถ่ายรูป บางคนก็ไปต่างจังหวัด สรุปแล้วกว่าจะได้เดินทางไปทำวีซ่าก็เป็นวันที่ 27 ก.พ.51 แหม ช่างกระชั้นชิดจริงๆ และเมื่อไปขอวีซ่านั้นก็มีเรื่องทำให้ใจตุ๋ม ๆ ต่อม ๆ ก็คือ

เขาบอกจะแจ้งรับเล่มทางโทรศัพท์ แทนที่จะเป็น 2 วันถัดไป แงๆๆๆๆ

ไอ้ตัวเราเองก็ไม่น่ากังวลเท่าไหร่ เพราะเคยไปญี่ปุ่นมาครั้งนึงแล้ว ไปคนเดียว ผ่านฉลุยไม่มีปัญหา
คราวนี้ไปกับพ่อ แม่ และน้า ซึ่ง 3 คนนี้ยังไม่เคยไป (เกษียณแล้วทั้งหมด) เกรงว่าจะติดที่ 3 คนนี้

แต่แล้วเย็นวันที่ 28 ทางสถานทูตก็โทรมาบอกให้ไปรับวันที่ 29 ฮ่าๆๆๆๆ ดีใจที่ไม่ต้องคอยนาน จะหมู่หรือจ่าก็วันนี้

ก็ไปรับตอนบ่าย ดีใจมากที่วีซ่าผ่านทุกคน จ่ายคนละ 980 บาทแม้ว่าจะให้เพียง 15 วันก็เถอะน่า (คราวที่แล้วเค้าได้ 90 วันเชียวน๊า….)

ออกจากสถาณทูตมุ่งหน้าไปศูนย์สิริกิติ์ทันทีเพราะว่ามีงานท่องเที่ยวอยู่ ตั้งใจจะไปซื้อตั๋วเครื่องบิน ที่ไม่ซื้อล่วงหน้าก็เพราะว่ากลัววีซ่าไม่ผ่าน ซึ่งนี่แหละเป็นความผิดพลาด

“เต็มหมดเลยครับ เหลือแต่การบินไทย 5 ที่ บิน วันที่ 9 ตอน 5 ทุ่มครับ”
ใจตอนนั้นไม่อยากได้เลย เพราะแพงกว่าเจ้าอื่น เลยให้เขาหา ๆ เลื่อนวันไปมาแต่ก็ไม่ได้
“เอาการบินไทยเที่ยวนั้นก็ได้ค่ะ”
พนักงานก็คีย์ปุ๊บ….
“เหลือ 2 ที่เองครับ!!!!”

ซวยแล้วตู !!!!

ช่วงไม่ถึง 5 นาที มีคนสอยไปแล้ว 3 ที่ เลยตั้งติด waiting listไว้

ทีนี้ล่ะเดินเป็นหมูติดจั่นเลย กินไม่ได้นอนไม่หลับกระสับกระส่าย ใจจดใจจ่ออยู่ แต่ก็รอไม่นานเท่าไหร่ เพราะวันรุ่งขึ้นเจ้าหน้าที่ก็โทรมาบอกเลยว่าได้ตั๋วเครื่องบินแล้วจ้า 

เอาล่ะขั้นต่อไปคือจองโรงแรม

ที่ไม่จองโรงแรมก่อนเพราะต้องรอตั๋วก่อน จะได้รู้วันเวลา
ทีนี้โรงแรมก็จะเต็ม

จากเหตุการณ์นี้สอนให้รู้ว่า
1. ต้องทำวีซ่าล่วงหน้าให้นาน ๆ เพราะพอได้วีซ่าแล้วจะมีอายุ 3 เดือน ที่ 15 วันหมายความว่าเราเหยียบญี่ปุ่นแล้วอยู่ได้แค่ 15 วัน แต่ถ้ายังไม่เหยียบก็เก็บวีซ่าไว้ได้ 3 เดือนกว่าจะเดินทาง

2. หลีกเลี่ยงช่วงใกล้ปิดเทอม เพราะเราลืมไปว่า มีนาคมเด็กปิดเทอมไปกันเยอะ ตั๋วจะหายาก ถ้าจะให้ดีต้องหลีกเลี่ยงถ้าเป็นไปได้

3. โรงแรมควรรีบจองแต่เนิ่น ๆ ช่วงที่ตั๋วเครื่องบินเต็ม มีสิทธิ์ว่าโรงแรมจะเต็มด้วย ต้องเช็คให้ดี ๆ

พูดถึงโรงแรม เราให้บริษัททัวร์ที่จองตั๋วเครื่องบินจัดการให้ ได้ Shinjuku listel hotel

แต่จริง ๆ จองเองจะถูกกว่านะ แต่เราไม่มีเวลาและปัญญา…

ได้ที่ Shinjuku listel hotel 

เอาล่ะน๊า Japan อยู่แค่เอื้อมแล้ว…ว

j019

แวะดม ชมอินเดียตอนที่ 6 (จบ) โบสถ์ Basilica of Sacred Heart of Jesus และ โบราณสถาน Mahabalipurum

มาต่อแล้วนะคะ จาดตอนที่แล้ว

ตอนที่ 5.5 Arulmigu Temple ไหว้ พระพิฆเนศวร Bharathi park

ในทริปก็เป็นวันที่ 4 แล้วค่ะ ขอแปะวิดีโอก่อนนะคะ

หนีชายมาชมบ้านชมเมือง ก็โดนดุไปตามระเบียบ เพราะออกมาเดินดุ่ย ๆ คนเดียวไม่ได้ มันอันตราย

ind1066_4

 

แต่เพื่อนก็เดินออกมาหาข้าวหมกไก่กินอ่ะนะ 60 รูปี

ind1066_5

ร้านนี้เป็นรถเข็นค่ะ (กล้าเนอะ กินอาหารรถเข็นอินเดีย แต่ก็ไม่เห็นเป็นไร) ข้าวหมกไก่ กล่องละ 60 รูปี ก็ประมาณ 30 บาท

วันนี้เราจะไป boat house กันค่ะ

ind1066_6

นั่งเรือรอมา

ind1066_8

เรือก็จะเล็กๆ แบบนี้

ind1076

มาถึงตอนนี้เอวิไอและหอบมากเลยค่ะ ชายเลยพากลับ
ระหว่างเดินกลับ เห็นอะไรที่ไม่ดีไม่งาม แต่ช่างเถอะ เราเลิกกันแล้วนี่ (พูดได้แค่นี้)

นั่งรถกลับเข้ามาในเมือง ผ่านโบสถ์คริสต์สวยงามมาก

ind1082

โบสถ์ Basilica of the Sacred Heart of Jesus (พิกัด ที่นี่ ) สร้างปี 1907

ind1081

คนมาถ่ายรูปเยอะเลยค่ะ

ind1093

ชุดที่เห็นซื้อที่อินเดียนะคะ หาไซส์ยากมาก ๆ ถ้ามีก็ไม่สวย อันนี้สวยถุกใจสุด ๆ

ข้างในโบสถ์สวยงาม ด้านในลึก ๆ เขาไม่ให้ถ่ายรูปนะคะ

ind1094

เอวิยังไม่หายเศร้าเลยค่ะ (ตอนที่เขียนอยู่นี่ก็ยังจำความรู้สึกนั้นได้ดีนะ แม้ว่าจะผ่านมาหลายปีแล้วก็ตาม) เพลงมา ….. Smiley

เห็นคนที่รักอยู่ตรงหน้า แต่เอื้อมไม่ถึงเนอะ

เลยนั่งลงในโบสถ์ ภาวนาขอกับพระเจ้าว่า

ถ้าพระเจ้าได้รับฟังคำขอของลูก ขอให้ส่งคนของพระเจ้ามาให้ลูกสักคน ให้เขารักและดีกับเอวิมาก ๆ กว่าคนนี้นะคะ (เอวิ นับถือศาสนาพุทธและเคารพทุกศาสนานะคะ)

ขอท่านไปก็ร้องไห้ไป ร้องมันในโบสถ์นั่นแหละ

(เขียนถึงตรงนี้น้ำตาไหลนะคะ)

Smiley  ………… ถามว่าคำขอเป็นจริงไหม ไปอ่านที่ บล๊อกนี้ ค่ะ

บล๊อกนี้เราพูดถึงอินเดียต่อนะคะ

วันต่อมา วันสุดท้ายก่อนกลับไปขึ้นเครื่องที่สนามบินเชนไน ทางผ่านคือ Mahabalipurum

ระหว่างทาง

ประมาณชั่วโมงกว่า ๆ เราก็ถึง Mahabalipurum

Mahabalipurum มหาปาลีปุรัม  เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่แถบ ๆ กาญจีปุรัม

ในภาพที่เห็นเรียกว่า shore temple มีอายุราวพันปี สร้างจากหินทั้งลูก

เสียดายที่ไม่ได้เข้า ทั้งที่ค่าเข้าแค่ 250 รูปีเท่านั้นเอง
(ไม่อยากเล่าสาเหตุนะคะ มันกระทบคนอื่นค่ะ แต่อะไรแบบนี้แหละค่ะที่สร้างปัญหาตลอด)

สถานที่นี้อยู่ติดทะเลค่ะ

ind2002_7

 มีคนลงไปเล่นน้ำประปราย

สถานที่ท่องเที่ยวมีของขายแน่นอนค่ะ
ใครอยากมีสมบัติพัสถาน ซื้อไปค่ะ ยกกองไปเลย ราคาถูกมาก ๆ

ได้เวลากลับกันละค่ะ

ระหว่างทางเจอร้านริมทางแบบนี้ อินเดี๊ย อินเดีย

ถึงในเมือง แวะกินอะไรกันหน่อย เรียกไม่ถูกอร่อยดี

ถ้าคราวหน้าอยากกินต้องปริ้นท์รูปไปให้ดู

ตบท้ายด้วย Chai

ind2009

ซื้อขนมไปฝากเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้องๆ

ขนมที่นี่เขาขายแบบชั่งขีดนะคะ เลือกแล้วชั่งเอา ราคาแต่ละอย่างไม่เท่ากัน

หวานทุกอย่าง แต่มีกลิ่นแขก ๆ อร่อยมาก

ต้องกลับแล้ว

น้ำหนักกระเป๋าอลังการมาก ของเพื่อน 46 กิโล ของเอวิ 12 กิโลค่ะ

สามชั่วโมงก็ถึงไทย

จบทริปนี้พร้อมปัญหาชีวิตค่ะ ในที่สุดก็ไดเพื่อนเพิ่มมา 1 คน

หลังกลับมาก็หลังไมค์ไปคุยกับล๊อกอินพันทิป คุณ นกเถื่อน ที่แนะนำเรื่องทำวีซ่าก่อนไป และเล่าว่ากลับมาโสดเลย คุณนกเถื่อนให้ข้อคิดที่น่าสนใจมาก ว่า

“ดีใจด้วยนะได้เปลี่ยนแฟน”

เก็ทเลย ใช่ๆ ได้เปลี่ยนแฟน หายเศร้ากันไป แต่กลับมาก็เป๋เหมือนกัน แต่คนอย่างเอวิโสดไม่นาน (กล้าพูด)  เรื่องแฟน   …………

Smiley ตามไปอ่านที่ บล๊อกนี้ ค่ะ

เอาล่ะค่ะ จบทริปอินเดีย หวังว่าในอนาคตจะมีโอกาสได้ไปอีก อินเดียที่เขาว่าชอบก็ชอบเลย เกลียดก็เกลียดเลย

แต่เอวิ รักเลยนะ

พบกันใหม่ประเทศถัด ๆ ไปค่ะ

แวะดม ชมอินเดียตอนที่ 5.5 Arulmigu Temple ไหว้ พระพิฆเนศวร Bharathi park

จาก ตอนที่แล้ว (ตอนที่ 5 ร้าน Lamaison rose และชายทะเล)
สวัสดีค่ะ ตอนนี้ยังเป็นวันที่ 3 วันที่มีภาพเยอะ เลยต้องแยกมาตอนที่ 5.5 ทำไมจุดห้า เพราะตอนนี้ไม่มีวิดีโอค่ะ เดี๋ยวงงเวลาแปะวิดีโอ

วันนี้ยังไม่จบนะคะ ไปไหว้พระกันต่อ

ind1055_31

สามารถซื้อดอกไม้จากหน้าวัดได้เลย

แม่ร้อย ลูกเปิบ

ind1055_33

แบบไหนเลือกเลยจ้า

ind1055_35

ในวัดก็จะเหมือนวัดแขกทั่ว ๆ ไป อันที่จริง วัดแขกในเมืองไทย ดูดีกว่าอีก
ในวัดห้ามถ่ายภาพค่ะ
ข้างในทุกคนก็จะต่อแถว รอพราหมณ์ให้พร โดยที่นี่เทพเจ้าหลักคือ พระพิฆเนศวร นะคะ
ด้านหน้าวัดจะมีวัตถุมงคลให้เช่าไปบูชา ราคามีตั้งแต่ถูกมาก จนถึงแพงมาก พระพิฆเนศวรปางแปลก ๆ ก็มี เช่นปางที่ถือ Laptop แต่เขาไม่ไห้ถ่ายรูปมาค่ะ
ไหว้พระเสร็จเราไปร้านกาแฟกันดีกว่า
เมืองพอนดี้นี่ร้านกาแฟชิค ๆ เยอะดี
 ร้าน Chez nous ค่ะ
ind1056_2
เอวิผู้เจ็บคอก็กินได้แต่ลาเต้ร้อนนี่แหละ
ind1056_1
ฟูฟ่องมาก Smiley
ร้านเขาก็น่ารัก นั่งข้างนอกก็สบาย ไม่ร้อน
ind1056_3
ผ่อนคลายหายเหนื่อยกันไป
ส่วนภาพข้างล่างนี้เป็นมุมที่ตกแต่งโดยใช้ผ้า สวยไปอีกแบบ
พิซซ่าก็มี แต่ไม่ได้ลอง
เมนูนะคะ

แต่ไม่ได้หิวอะไรขนาดนั้นเลยทานแต่ลาเต้ร้อน
ยัง ยังไม่พอ ไปกิน subway กันต่อ
นี่คืออยู่เมืองไทยก็ไม่เคยกิน subway ไปถึงเขาถามเอาขนมปังยาวเท่าไหร่ เอ้า มีงง
แต่ที่แจ่งมี่ subway ก็คือ ชา นั่นแหละค่ะ ชาอินเดียนั่นแหละ
แจ่มสุด(แนะนำว่าห้ามพลาด) และในร้านมีไวไฟฟรี
ยัง ยังไม่จบ เราไปกันต่อในซอยเล็ก ๆ
อันนี้คือหมดปัญญาจะระบุพิกัดจริง ๆ มีความฉวัดเฉวียนมาก จัดเป็นร้านลึกลับ(เฉพาะของเรา)
เป็นร้านเล็ก ๆ ในตรอก
 

 
นี่เป็นรายการกินไปเรื่อย ๆ หรือเปล่าเนี่ย
ขวาบนถ้าจำไม่ผิดคือ กุหลาบจามุนน่ะค่ะ
 
ที่เด็ดคือ ชาต่างหาก
 
หอมอร่อยกลมกล่อมมาก 
 
แม้ว่าเราเพิ่งเลิกกันไม่ถึง 24 ชั่วโมง เมื่อเปลี่ยนจากแฟนกลายเป็นเพื่อน ความเกรงใจในฐานะแฟนหายไปสิ้น มันถ่ายรูปเรากับช้าง
 
น่าเอ็นดูคนถ่าย Smiley
 
(จริง ๆ ชายก็เป็นคนกวน ๆ อยู่แล้วหละ)
 
ร้านเขาแต่งได้เก๋ไก๋มาก ทุกคนมาจะมาสั่งชากันแทบทุกโต๊ะ
 

 
ยังค่ะ ยังไม่จบ เราไปกันต่อ
 
ที่นี่ 
 

 
อ่านกันเอานะคะ ป้ายอมแพ้
 

 
 

 
ถึงกลางคืนหรือยัง ถึงกลางคืนแล้วทำอะไรคะ ถึงกลางคืนแล้วต้องกินค่ะ Smiley
 
ร้านนี้อีกแล้ว
 

 
อาหารอินเดีย เมื่อกินเข้าไป ส่วนตัวคิดว่ากินนิดเดียวก็อิ่มค่ะ ด้วยกลิ่นเครื่องเทศด้วย ด้วยความหนักของแป้งด้วย ดังนั้นมื้อนี้ก็เหลือแค่นี้
 

 
ไก่ 1 ชิ้น จบ นอนได้
วันต่อไป ไปไหนต่อโปรดติดตามนะคะ

แวะดม ชมอินเดียตอนที่ 5. ร้าน Lamaison rose และชายทะเล

ว่าจะมาเขียนเรื่องอินเดียต่อ ก็หายไปนานเลยค่ะ มาต่อแล้วนะ

จาก  ตอนที่แล้ว (ตอนที่ 4 ร้านกาแฟสุดชิค The Indian Kaffe Express ที่ Pondy)

สวัสดีวันที่ 3 ของทริปอินเดียค่ะ จากตอนที่แล้วที่ว่าอยู่ดี ๆ ก็โสดกระทันหัน จะทำอย่างไร ไอ้คนที่เพิ่งเลิกไปก็อยู่ตรงหน้า แถมมีอะไรบาดตาบาดใจอีกหลายอย่าง แต่ก็ต้องทำใจและคิดให้ได้ว่า เราต้องเก็บความทรงจำที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวทั้งหมดเอาไว้ ทั้งภาพถ่าย ทั้งวิดีโอ เพราะชอบอินเดียมากจริงๆ

มีแบบรูปภาพใต้วิดีโอสำหรับคนที่ไม่สะดวกดูนะคะ

มาว่ากันต่อ
เช้านี้เราเริ่มกันด้วยมาม่าอินเดีย (จริง ๆ คือมันยี่ห้อแม๊กกี้) อันนี้เป็นรสไก่ค่ะ

ind0063

เสร็จจากอิ่มที่ 1 เราไป อิ่มที่ 2 กันค่ะ เป็นร้าน La maison Rose เป็นร้านอาหารฝรั่งเศส ที่ whitetown ร้านนี้ดูมาจาก Tripadvisor เช่นกัน (ปัจจุบันร้านย้ายไปถนน Bussy street แล้ว)

ind108

เมนูมาจ้ะ

ind100

เป็นคนชอบถ่ายเมนู คนอื่นชอบเหมือนกันไหมนะ

รับน้ำอะไรดีคะ

ind100_1

อาหารเบาๆ หรือจะหนัก

ind101

หรือเครื่องดื่ม

ind102

สั่งไปไม่นาน เครื่องดื่มก็มา ลูกกลม ๆ นั่นเป็นครีมเทียม

ind104

อาหารสั่งไปไม่นาน มาแล้วค่ะ กุ้งอบ Tiger prawn

ind105

ind106

กินไปกินมา ไม่อิ่ม สั่งสลัดมาเพิ่ม

ind107

บรรยากาศน่านั่งค่ะ

ind107_2

คิดตังค์ค่ะ แอบแพง

ind107_8

ถามว่าร้านบริการดีไหม ไม่อ่ะ…………….เจ้าของร้านเป็นคนฝรั่งเศส ดูไม่ค่อย respect คนเอเชีย เดี๋ยวนะ ที่นี่อินเดียนะพี่

หน้าร้าน มีวาด Kolam แถว ๆ หน้าร้าน

ind110

ป้ายหน้าร้าน Oh lala นี่ฝรั่งเศสชัวร์

ind111

ป้ายหน้าร้านมีเบอร์โทร (แต่คงจองไม่ได้แล้วเพราะอย่างที่บอกว่าย้ายร้านไป เบอร์น่าจะเปลี่ยน)

ind112

ไปกันต่อ ทริปนี้เน้นกิน (หือม์) เสื้อผ้าที่แขวนตามข้างทางสวยดี มีราคาตั้งแต่ 100 รูปี ถึง 1000 รูปีก็มี แต่ไซส์แบบเอวิไม่ค่อยมี ใหญ่สุดน่าจะอก 40 ประมาณนั้น ร้านใหญ่ ๆ อย่าง Pothy มีไซส์อกมากกว่า 40 ราคาประมาณ 3000-5000 รูปี เจ็ดพันก็มี แต่ผ้าดีและสวยอลัง

ind113

สนใจแวะช้อปกันได้ ราคาไม่แพง อินเดียนี่ดีอย่าง คนส่วนใหญ่เข้าใจภาษาอังกฤษในระดับที่สื่อสารได้เป็นอย่างน้อย ไม่เหมือนญี่ปุ่น

ชายพาไปกินไอติม

เอวิเป็นไข้เป็นหวัดแต่ก็กินไอติมอยู่ดี นึกถึงไอติมที่กินสมัยเด็ก ๆ ซันเดย์ง่าย ๆ

ind0098

ร้านมีขายหลายอย่าง มีอาหารด้วย แต่เราอิ่มมาแล้ว

ind0099

เอวิ เจ็บคอขนาดพูดไม่ได้ แต่ก็ ช็อคโกแลตซันเดย์

ind0096

ใบเสร็จยับ ๆ คิดเป็นจำนวนเงิน 170 Rs.

ind0099_2

เอาล่ะไปกันต่อ

เราไปชายหาดเมือง Pondicherry ค่ะ แต่ดูไม่น่าเล่นน้ำเท่าไหร่ หาดดูจะเป็นหินซะส่วนมาก

ind114

มีประภาคาร สวยดีค่ะ

ind117

เป็นชายหาดที่ธรรมชาติสุด ๆ ค่ะ

ind118

จากนั้นเราก็กลับเข้ามาตัวเมือง ถึงแม้บ้านเมืองจะแอบบฝรั่งนิด ๆ แต่ก็ยังมีความเป็นอินเดียผสมอยู่

ind125

ร้านรวงต่างๆ

ind126

หนีไปเดินชมบ้านเมือง กลับมาโดน(อดีต)แฟนดุเข้าอีก บอกที่นี่ไม่เหมือนเมืองไทย ไม่เหมือนฮ่องกงญี่ปุ่น จะเดินคนเดียวถ่ายรูปไม่ได้

นกอินเดีย

ind128

อยู่กันตามธรรมชาติมากมาย แต่ที่ต้องระวังก็คือขี้นกนั่นแหละind129

ตามถนนหนทางก็มีโกลัมอยู่บางแห่ง

ind130

บอกตรง ๆ ค่ะ ณ จุดนี้เอวิอารมณ์ผสมผสานหลากหลาย แฟนที่คบมา 10 ปีก็ต้องเลิกกัน แถมยังมีเรื่องไม่คาดฝันระหว่างทริปที่ไม่คิดว่าจะเกิด แถมยังป่วยไม่มีเสียงพูดก็ไม่ได้ จะทำยังไงก็ไม่รู้ ความรู้สึกตรงนั้นเหมือนเป็นส่วนเกิน อยากเดินไปเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่อยากทำใครเดือดร้อน ก็ได้แต่เก็บไว้ในใจ

เราไปกินอาหารกันอีก มื้อไหนไม่รู้ ร้านนี่ค่ะ

ind1054

มาดูอาหารกันค่ะ ก็โรตีธรรมดา

ind1053

จิ้มแกง

ind1052

ขนมอินเดียหลากหลาย ที่นี่ถ้าจะซื้อขนมเขาชั่งคิดราคาเป็นขีดนะคะ

ind1054_2

อิ่มแล้วแค่นี้ก่อน ตอนต่อไปเราจะไปไหว้พระกันนะคะ โปรดติดตามค่ะ

หาตั๋วไปอินเดีย เดลี เชนไน
ที่พัก เชนไน

linha2xdffjf

“บทกลอนของคนง่วง 2018”

วันนี้ครึ้มอกครึ้มใจ เขียนกลอนค่ะ หลังจากทิ้งร้างไปนานมาก แต่ที่กลับมาเขียนเพราะเห่อปากกาใหม่ Smiley
 
IMG_3168
กลอนของคนง่วงเนอะ ว่างั้น อิอิ วันนี้มาสั้น ๆ ไปก่อนนะคะ

ที่นั่งสำรอง

 ปี 2558 ฉันอกหักครั้งใหญ่ ต้องเลิกกับแฟนที่คบกันมา 10 ปีด้วยสาเหตุยอดฮิตของผู้ชายอินเดีย นั่นคือต้องไปแต่งงานกับคนที่พ่อแม่หาให้ แถมเป็นการเลิกกันกลางทริปอินเดีย ทริปที่ควรจะมีความสุขสนุกสนาน แถมระหว่างทริปก็ได้เห็นอะไรที่ไม่ควรได้เห็น Smiley
45 วันผ่านไป ท่ามกลางความอกหัก Smiley Smiley Smiley Smiley โทรศัพท์ก็ดังขึ้น จากเพื่อนสนิทฉันเองสมัยเรียนพยาบาล อันที่จริงก็อยู่ไม่ไกลกันหรอก แต่ด้วยภาระหน้าที่ก็ไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่

 

“แกร ได้ข่าวว่าโสด” นังเพื่อน รีบถาม ข่าวมันไปไวเนอะ
“หูยยยยย โสดสด ๆ เลย หาคนมาซ่อมด่วน”
“มีคนแนะนำให้รู้จัก ต่างชาติ เพื่อนแฟนชั้น เจอกันที่โบสถ์” เพื่อนคนนี้มีสามีเป็นคนเยอรมัน
“ชาติไร”
“ปากี”
“…………………..ไม่เอาอ่ะเข็ดแขกแล้วอ่ะ เดี๋ยวมันหนีไปแต่งงานอีกอ่ะ”
“เอาน่าลองคุยไปก่อน คนดี หล่อด้วย เป็นพยาบาลด้วย” มีโฆษณาด้วย เอากะเขาสิ
“เออๆ เอามาดูก่อน” ฉันก็ตอบอย่างเสียไม่ได้
หลังจากนั้นฉันกับผู้ชายก็คุยกันผ่านเฟสบุ๊ค ผู้ชายชื่อมิกกี้ (นามสมมุติ) ได้สัก 1 สัปดาห์

 

“แกร………………” นังเพื่อนโทรมาอีกแล้ว “กินหมูทะกัน ชั้นเลี้ยง” ตอนแรกก็เฉย ๆ แต่พอมีคำว่าชั้นเลี้ยง ซึ่งมีอิทธิพลต่อจิตใจสูง เลยตกลง Smiley
วันที่เพื่อนชวนเป็นเย็นวันศุกร์ ฉันขับรถไปหาเพื่อนที่บ้าน เพื่อและแฟนเพื่อนรออยู่แล้ว
“แกพาไปซอย….หน่อย” เพื่อนพูดถึงซอยใกล้บ้าน
“ไปทำไม”
“ไปรับมิกกี้” หือมมมมมม์ Smiley แม่สื่อแม่ชักสินะ มิน่าจะเลี้ยงหมูทะ
วันนั้นก็เลยรับมิกกี้ไปด้วย

 

มิกกี้เป็นผู้ชายแขก ๆ หน้าตาค่อนข้างดี ไม่ขาว ตัวเล็ก ดูสุภาพดี เพื่อนและแฟนจับมิกกี้มานั่งหน้า ชั้นขับรถไปร้านหมูกระทะ วันนั้นแทบจะขับไม่ได้ มีคนนั่งจ้องตลอดทาง
“ถ้าแกเก็บตังค์ค่ามอง แกได้หลายแสนแล้ว” เพื่อนแซวมาจากข้างหลัง แต่สำหรับชั้น ไม่รู้สิ จะลองคุยดูเพื่อเจ็บซ้ำสองไหม ก็ไม่รู้ เจอกันวันแรกอย่าไปคิดอะไรมากเลย
วันแรก เรากินหมูกระทะกัน ก็ไม่มีอะไร แต่มิกกี้เป็นคนช่างสังเกต เขาเห็นฉันกินหางกุ้ง คงนึกว่าฉันปอกเปลือกไม่เป็น เลยนั่งปอกซะมากมาย อืมมม ก็ดีนะมีคนปอกให้กิน Smiley
กินเสร็จกลับไปส่งมิกกี้ที่บ้าน เพื่อนเกิดไปเล่าว่าชั้นดูไพ่ยิปซีเป็น พี่น้องมิกกี้ก็มาดูกันใหญ่

 

พี่ชาย Smiley ช่วงนี้ชีวิตกำลังจะดี สบาย
พี่สาว Smiley ลำบากหน่อยนะ และกำลังรู้สึกเหงา
มิกกี้ Smiley ช่วงนี้แย่มาก แต่หลังจากช่วงแย่สุด ๆ เธอจะดีขึ้นเรื่อย ๆ อยู่พร้อมหน้ากันครอบครัว
เอาเข้าจริงก็ดูหมอสร้างสัมพันธภาพว่างั้น
วันแรกที่เจอกันมิกกี้ชงชาแบบอินเดียมาให้ เขาเล่าเรื่องอินเดียปากีสถาน ว่าแต่ก่อนเป็นประเทศเดียวกัน ทำให้วัฒนธรรมคล้ายกัน แต่เดิมปู่เขาอยู่ที่ อัมริตสา ที่ปัจจุบันเป็นอินเดียนั่นแหละ แต่ย้ายไป การาจี ที่เป็นปากีสถานปัจจุบันก่อนที่จะแบ่งประเทศกัน

 

ชาของมิกกี้

 

 

อร่อยมากที่สุด อร่อยมากกว่าที่กินที่อินเดีย Smiley
นั่นคือวันแรกที่เราเจอกัน
หลังจากนั้นเราก็สนิทกันมากขึ้น ฉันได้รู้จักมิกกี้มากขึ้น มิกกี้ชอบทำอาหาร ชอบเล่นคริกเกต เคยเป็นตัวเด่น ๆ ระดับจังหวัด

 

 

ข้าวหมกไก่ของมิกกี้ ใช้เวลาทำ 2 ชั่วโมง อร่อยมากจริง ๆ

 

แล้วทำไม ที่นั่งสำรอง
 
อ่านต่อก่อนนะคะ

 

เราปล่อยความสัมพันธ์ให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ ฉันก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฉันเหงา หรือฉันเห็นมิกกี้เป็นตัวแทนใครหรือเปล่า ทุกครั้งที่คิดถึงแฟนเก่าก็ร้องไห้ แต่ก็ไม่อยากบอกมิกกี้ เดี๋ยวจะคิดมาก แต่เราก็ไม่เคยบอกว่ารักกัน ไม่เคยบอกว่าเราคบกันแบบไหน
เมื่อกี้พูดเรื่องคริกเก๊ต คริกเก๊ตนี้เป็นกีฬา ที่คนไทยไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่ ฉันเองก็ไม่รู้จัก รู้ว่ามันมีไม้คล้ายเบสบอล เอาเป็นว่าถ้าสนใจ ไปอ่าน วิกิพีเดีย   ตรงนี้เลยนะคะ
มิกกี้เป็นผู้ชายตัวเล็ก เล็กกว่าผู้ชายแขกทั่วไป เวลาเราคิดถึงผู้ชายแขก มักจะเป็นคนรูปร่างใหญ่หนา แต่มิกกี้ตัวเล็ก เวลาฉันมีปัญหา เขาก็จะคอยบอกว่า ดูเขาสิ เขานั่ง เก้าอี้สำรอง ข้างสนามมา 4- 5 ปี นั่งอยู่อย่างนั้น ไม่มีใครเรียกไปลงสนาม
แต่วันหนึ่งคนขาด เขาเรียกมิกกี้ไปลงสนาม และตั้งแต่นั้นมา มิกกี้ก็ไม่ได้นั่งเก้าอี้สำรองอีกเลย

 

เมื่อถึงเวลาของเรา มันจะเป็นเวลาของเราแน่นอน

 

แต่ด้วยอะไรหลาย ๆ อย่าง มิกกี้จับพลัดจับผลูไปเรียนพยาบาล เมื่อไปเรียน ก็ไม่ค่อยได้เล่นคริกเก๊ตอีก มิกกี้ชอบอาชีพพยาบาลมาก มิกกี้เล่าเรื่องพยาบาลในปากีสถาน ซึ่งต่างจากไทยมาก ปริญญาตรีเรียน 3 ปีครึ่ง และพยาบาลส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ไม่มีการเรียนพวกสูตินารีเวช อันนั้นให้พยาบาลผู้หญิงเรียน
เราคบหากันแบบนี้ 7-8 เดือน ฉันค่อย ๆ คลายความเศร้าจากความเสียใจที่ผ่านมา แม้ว่ามิกกี้จะทดแทนคนเก่าไม่ได้ และแทบจะไม่มีอะไรเหมือนกันเลย มิกกี้ ก็ยังเป็นมิกกี้ คนที่บางอย่างฉันก็ชอบ บางอย่างฉันก็ยังไม่ชอบ
มิกกี้ชอบทำอาหาร ฉันชอบกิน น้ำหนักค่อย ๆ ขึ้นเป็น 10 กิโล วันดีคืนดี ฉันเป็นฝี มิกกี้ก็ผ่าฝีให้ มีแฟนเป็นพยาบาลมันดีอย่างนี้นี่เอง (ถึงเป็นพยาบาลเองก็ผ่าเองไม่ได้จริงไหม)

 

หลายเดือนผ่านไป
วันนั้นเป็นวันอะไรสักอย่าง ที่บ้านมิกกี้มีงานกินข้าวเล็ก ๆ  เขาก็บอกให้ไปกินข้าวที่บ้าน ฉัน เพื่อน สามีเพื่อนก็ไป กินข้าวกันไปสักพัก เขาก็แนะนำให้รู้จักบาทหลวงชาวฟิลลิปปินส์ คุยไปคุยมา บาทหลวงก็พูดขึ้นมาเฉย ๆ
“ถ้าจะจองแต่งงาน วันไหนก็บอกพ่อนะ”
ฉันงง ผสมโกรธ ทำไมจะแต่งงานไม่มาบอกฉันล่ะ ไปบอกบาทหลวงเลยได้ยังไง ไปถามมิกกี้ นางก็ยิ้มเขิน ๆไม่พูดอะไร ไปถามเฟรด (สามีเพื่อน) เฟรดบอกก็นัดได้เลย เดี๋ยวเรื่องสถานที่ ดอกไม้ช่วยกันทำ
บอกเลยว่าโกรธ
อยู่ดี ๆ เรื่องนี้ก็ไม่ได้ถูกพูดถึงอีก ฉันไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ (ก็ไม่มีคนมาขอแต่งงานนี่)
มารู้ทีหลังว่ามิกกี้ก็โดนพี่น้องซักฟอกว่า ฉันไม่ใช่คาทอลิกสักหน่อย ให้มาพาฉันไปเรียนเป็นคาทอลิกสิ แต่มิกกี้ก็ไม่ได้มาบอกในขณะนั้น
ฉันเองก็ไม่อยากให้เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอะไรมากมายนัก ก็เลยทำเฉย ๆซะ
หลายเดือนผ่านไป ความสัมพันธ์ก็ยังเหมือนเดิม จนวันหนึ่ง……..
“เธอ เราได้งานพยาบาลที่มอลต้า” มิกกี้มาบอก ท่าทางดีใจมาก แต่ฉันไม่ดีใจเลย เพราะนั่นหมายความว่าเราต้องจากกันแล้ว แต่ก็ต้องทำใจ
6 กันยายน 2559
ฉันไปส่งมิกกี้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ
แล้วเวลาก็ผ่านไป …………..
“เธอ เรามีรูปให้เธอดู”
หลังจากมิกกี้ไปอยู่มอลต้า ระหว่างเตรียมตัวเข้าทำงานใหม่ ก็มีเวลาสำรวจไปทุกที่ เขารู้ว่าฉันชอบแมว ก็ส่งรูปแมวมาให้ทุกวัน
ทุกวันนี้มิกกี้ได้ทำงานพยาบาลที่รัก เงินเดือนอาจจะไม่มากเท่าประเทศยุโรปอื่น ๆ มิกกี้เคยพยามหางานที่อื่น อย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส แต่ก็ยังไม่ได้
บางทีก็มาบอกว่า ที่บ้านหาคนแต่งงานให้แล้ว แต่จนบัดนี้ก็ไม่ได้แต่งกับใคร ก็ร้องไห้กันไป หลายรอบแล้ว
“เธอ เรามีข่าวดีมาบอก” อย่าบอกนะว่าจะแต่งงาน (แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ถูกไหม Smiley) ทุกครั้งที่บอกว่ามีข่าวดี เราใจแป้วทุกที
“เราติดทีมชาติคริกเก๊ตมอลต้า”
อะไรนะ !!!
เรื่องของเรื่องคือเพื่อนคนแขกด้วยกัน ชวนไปเล่นที่สมาคม คือมอลต้าเป็นประเทศเล็ก ๆ อ่ะเนอะ สนามวันที่ไม่ได้แข่งเขาก็เปิดให้คนเข้าไปใช้สนามได้ ตอนแรกก็จับกลุ่มกันไปเล่น เกิดไปเข้าตาทีมเข้า เลยถูกชวนเข้าทีมเลย
จนถึงทุกวันนี้ผ่านมาหลายนัดแล้วค่ะ ครั้งต่อไป พบ Luxembourg และเชค วันที่ 6-8 July 2018 นี้ค่ะ (คนไหนทายดูนะคะ)
26904017_10214341821555093_7460658683329519974_n
Picture from Malta Cricket Association
ไม่มีที่นั่งสำรอง สำหรับเธอแล้วเนอะ มิกกี้ Smiley  สู้ ๆ นะ ส่วนฉัน ซึ่งไม่รู้อนาคตกับเธอจะเป็นยังไง จะได้เจอกันอีกไหม แต่จะนั่งเก้าอี้รอตรงนี้ ไม่ใช่ที่นั่งสำรองนะ เพราะของฉันเป็น
ที่นั่งพิเศษ