Have time?


ขอบคุณ นาฬิกา สวย ๆ จาก


แวะไปที่เพจเฟซบุ๊คได้นะคะ
Honeynut House

อื่น ๆ
Auto Backlinks

ขนมอาลัว Sweet Joy อร่อย หวานกำลังดี

 

หาที่พักโตเกียวราคาถูก
Live on page เล่าเรื่อง Guesthouse และ Capsule Hotel
บล๊อกเก่าเล่าใหม่ Smiley 
คนนนท์ กินคลีน ร้าน Mommy Clean food

#วันนี้เอวิรีวิวอะไร
หลังจากรีวิวลงเฟสส่วนตัวมาหลายครั้ง ก็นึกได้ว่าเราก็มีบล๊อกนี่นา 5555 มาดูกันค่า

ขนมอาลัว กระปุกนี้ 150 บาท
เป็นเพื่อนของพี่ที่ทำงานทำ
หวานน้อยๆแต่ยังกลมกล่อมอร่อยดี
หอมด้วยค่ะ
ใครสนใจสั่งกับพี่เขา พี่จอยค่ะ 081 985 9195
หรือไปที่เฟสนี้ >>  http://www.facebook.com/joyart.bodhikasikara
จัดส่งหลายแบบ แต่ของเอวิสั่งรวมกับพี่ที่ทำงานค่ะ

ทริปอดีต Japan(s.2) ตอนแถม : ของที่ซื้อมาทั้งหมด

รวมที่พักสำหรับนักเดินทางเดี่ยว โลเคชั่นเยี่ยม ที่โตเกียว
สารบัญรวมเที่ยวญี่ปุ่นทุก season 
บล๊อกเก่าเล่าใหม่ Smiley รวมดวงตามราศี โดยหรพัน พยากรณ์
Live on page Live ครั้งแรก เมื่อเดินทางท่องเที่ยว

<<ไปอ่านตอนที่แล้ว Go Japan 2 บ๊ายบายเจแปน สรุปทริป ที่นี่
ขออนุญาตนำภาพที่บางคนถ่ายมาลงไว้ โดยจะบอกทุกครั้งว่าเป็นภาพของใครนะคะ

ตอนนี้เป็นตอนแถม เกี่ยวกับของที่ซื้อมาจากญี่ปุ่น อ่า จัดให้ ไฮ้!
แหะ ๆ ไอ้เราก็บ้าช้อป ซื้อมาเพียบ มาดูกันค่ะ

ของส่วนใหญ่เน้นไปทางเครื่องสำอาง เครื่องเขียน หนังสือ ชุดชั้นใน
แล้วก็ของกิน คืออะไรน่ารัก ๆ ซื้อหมด แล้วก็เป็นของที่เพื่อน ๆ ฝากซื้อกันด้วย
เริ่มจากอะไรก่อนดี

อ่าเริ่มจากของที่ไฝ่ฝันจะไปซื้อ น่านก็คือ….
Tokyo banana
แหะ ไม่ได้อร่อยเท่าที่คิด….เหมือนขนมโตเกียว (เออก็ขนมโตเกียวน่ะสิ) หมายถึงขนมโตเกียวหน้าโรงเรียน ราคากล่องละ 1000 เยน

ที่เคยเขียนไว้เรื่อง Tokyo banana ว่า
ตั้งใจจะกิน Tokyo Banna ล่ะมีขายที่สถานีชินจูกุ กะสถานีโตเกียว (ที่สนามบินนาริตะก็มี)


ภาพจากคุณ : Kai-Au เห็นว่าเอามาจากหนังสือชื่อ sweet talk เกี่ยวกับขนมญี่ปุ่น (มีแผนที่ให้ด้วย ดีมากๆๆๆๆๆ) เขียนโดย anchalee


ภาพจากคุณ : calamity ซึ่งบอกว่า “Tokyo Banana ~~ เป็นขนมที่ใครไป Tokyo ก็ต้องซื้อกลับมา
คนญี่ปุ่นเอง ก็ยังขนกันขึ้นรถไฟ..ข้างนอกเป็น spongecake นุ่มๆข้างในเป็น custard cream รสกล้วยหอมไม่หวานจนเกินไป อร่อยใช้ได้เลยทีเดียว เหมาะกับการซื้อเป็นของฝากอย่างยิ่ง ”

ต่อไป

ซีดีที่ไอ้พู่ฝากซื้อ ขึ้นชาร์ตอันดับ 2 รองจาก Yoshida brother ที่ร้าน Tsutaya
เป็นเพลงแนวญี่ปุ่นพื้นบ้าน คนร้องมีปู่เป็นคนญี่ปุ่นแท้ ๆ จึงมีความรู้เกี่ยวกับญี่ปุ่นอยู่บ้าง เห็นในทีวีที่ญี่ปุ่น ก้มีสัมภาษณ์เขาเหมือนกัน

แผ่นที่เห็นมีแค่ซิงเกิ้ลไม่กี่เพลง แต่คิดเป็นเงินไทยราว 400 บาท

มีของอีกอันเป็นผ้าผืนใหญ่ เพื่อนฝากซื้อ เทียบกับซีดีคือพับไว้ ของจริงห่มกระโจมอกอาบน้ำได้สบาย

คุณแม่ซื้อมะเขือเทศลูกเล็ก ๆ มา หวานกรอบ

ขวาบนคือ มัตชา ชอบมาก กระปุกละประมาณ 800 เยน
ตุ๊กตาญี่ปุ่น 700 เยน ซื้อมาฝากนังพู่ จากหน้าวัด Asakusa
ขวาล่างคือลูกพลับแห้งของคุณแม่

แอบได้ได้เครื่องสำอางมา 1 set ใหญ่

ยาสีฟันใช้ดี๊ดี

และอายไลน์เนอร์แบบดินสอของมาจอริก้า สีชมพู Blink ๆ

ฉันกับแม่ได้ร่มมาคนละอัน แม่จะเอาไปฝากน้องสะใภ้ ฉันจะเอาไปฝากนังเอ๊

มีคนถามว่า รูปบนสุดที่สองจากขวาคืออะไร แหมยังไม่ถึงซะหน่อย รีบร้อนไปได้ ! (ตาดีจริง ๆ) มันคือการ์ตูนค่ะ ออกแนวเซ็กซี่ว่างั้นเหอะ แต่ไม่โป๊นะ (อย่าเข้าใจผิด) เล่มที่ล่างขวาก็เหมือนกัน เพราะซื้อใน am-pm ทั้งสองเล่มตอนนี้อยู่ที่เพื่อนแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าได้ติดต่อมาขอยืมเชียวนะคะ 55555

พูดถึงหนังสือแล้ว เอาหนังสือให้จบเลยดีกว่า

เล่มซ้ายสุดเป็นแคตตาล็อก แจกตามที่ต่าง ๆ ให้โทรสั่งเอาเหมือนของเซเว่น ไปครั้งแรกก็หยิบมา เลยติดฝจ เอามาอีก เพราะไอเดียของข้างในนั้นสวยเริ่ดจริง ๆ ค่ะ

เล่มกลางเป็นโฆษณาขายบ้าน คอนโด ข้างในมีบ้านสวย ๆ ให้ดูด้วย

เล่มขวา Ray แถม dvd แต่งหน้าด้วย

มาสคาร่าสีชมพู มี blink ๆ ด้วย

set แต่งหน้าของ luvshuca น่ารักมาก ๆ มีตาปากแก้ม ป่านนี้ยังหวงไม่ยอมใช้ซะที

อายแชโดว์น่ารัก ๆซื้อจากฮาราจูกุ
ลิปกลอสมาจอสีชมพู ยี่ห้อนี้สุดโปรด

ชุดจดหมาย ซื้อที่ร้านเครื่องเขียนที่ โอคุโบะ

อันนี้ซื้อที่อาตามิ

ชุดพับกระดาษแบบญี่ปุ่น แต่เราเอามาเขียนจดหมาย น่ารักดี

ลูกชิ้นไส้ไข่กุ้งมายองเนส จากอาตามิ อร่อยสุดๆ เขียนแล้วน้ำลายไหล



ของที่คีบได้

ขนมกรอบ ๆ ต่างๆ

ยาย้อมผล palty ไม่เคยใช้มาก่อน เห็นดังนักเลยลองดู ลองแล้วสีแจ่มสะใจสุดๆ เหมือนหน้ากล่องเลย


เครื่องสำอาง fancl ตัวนี้เป็นออยล้างหน้า รุ่นนี้สีฟ้า ชอบจัง ชอบสีฟ้า (แต่ข้างในก็เหมือนเดิมแหละ)

set ชุดชั้นในที่ซื้อมา 3 ชุด แต่ที่เห็นนั่นเป็นบราค่ะ

กล่องข้าว น่าร๊าก ซื้อจากร้าน 100 เยน เมื่อวานก็เห็นที่ daiso ไทย….เออ กล่องนี้ซื้อที่ daiso harajuku ค่ะ
ปากาป๋อง และจิปาถะ ที่คีบมาได้บ้าง ซื้อมาบ้าง


คาไลโดสโคป คือไอ้ที่ส่อง ๆ แล้วภาพข้างในจะเปลี่ยนไปน่ะค่ะ ชอบมาแต่เด็ก เพิ่งจะมีเป็นของตัวเองนะเนี่ย (อันนี้ะี่พี่เป๋อให้มา)

หมดแล้วค่ะ ถ้ามีแบบเก็บตกอีก จะเอามาโชว์นะคะ

ปล. พี่เป๋อจะกลับมาเดือน ตค. อีก ฝากซื้อของไปตรึมเลย

และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกสองปีค่ะ ได้เวลากลับไปญี่ปุ่นอีกครั้ง
คลิ๊กอ่าน ญี่ปุ่นรอบ 3  เร็ว ๆ นี้จ้า

ทริปอดีต Japan(s.2) ตอน 12 บ๊ายบายเจแปน สรุปทริป

รวมที่พักสำหรับนักเดินทางเดี่ยว โลเคชั่นเยี่ยม ที่โตเกียว
สารบัญรวมเที่ยวญี่ปุ่นทุก season 
บล๊อกเก่าเล่าใหม่ Smiley ลัคนาคืออะไร สำคัญนะคะถ้าจะดูดวง
Live on page Live เล่าเรื่องผี อิอิ 
ของแบบนี้เขียนไม่มันส์ มันต้อง Live

 

   ไปอ่านตอนที่แล้ว Go Japan 2 ช้อปล้างบางที่ Harajuku ที่นี่

ในที่สุดก็มาถึงตอนสุดท้ายแล้ว ฮือๆ

(แต่ขอโทษย่ะ นี่ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่ชั้นจะไปญี่ปุ่น!)

วันที่ 16 มีนาคม 2551 พวกเราตื่นกันแต่ไก่ยังไม่โห่ เพื่อไปขึ้น Limousine bus เที่ยวแรกที่ท่าชินจูกุ เนื่องจากเราจะบินไฟลท์ 9 โมงเช้านะคะ จริง ๆ ไม่อยากกลับหรอกแต่ต้องกลับมาขึ้นเวรในคืนนั้น และอีกไม่กี่วันก็มีสอบด้วย

ฮือ….กลับก็กลับ

จากญี่ปุ่นรอบแรก ฉันเดินทางด้วยกระเป๋า 1 ใบ กลับ 3 ใบ (โหลด 2 ถือเองอีก 1) มาคราวนี้ advance กว่าเดิม เพราะมา 1 (เอากระเป๋าเปล่ามาด้วยอีก) แต่กลับ 5 เหอๆๆๆๆ

บางคนอาจสงสัยว่าเขาให้โหลดได้ 2 ใบไม่ใช่เหรอ ทำไมกลับ 5

คือคราวนี้มายกครัว สมบัติของพ่อกะแม่ก็ไม่ได้เพิ่มอะไรนัก (พ่อกะแม่ 2 คนแพ๊คมาใบเดียว) เพราะฉะนั้น โควต้าคนละ 2 ใบ 3 คน คือ 6 ใบ แต่พ่อกะแม่ มีงอกมาอีก 1 ใบ เพราะฉะนั้น 6-2 ยังเหลือโควต้าอีก 4 ใบ
เลยต้องเอาของเราไปถือด้วยอีก 3 ใบ

เท่านั้นไม่พอ เพราะกระเป๋าสะพายของเรานั้นใบยักษ์โคตร ใส่ได้แต่สากกระเบือยังเรือรบอีกตะหาก

พอก่อนเรื่องกระเป๋า พอพวกเรา check-out จากโรงแรมกันมาแล้ว ก็เรียก taxi ให้ไปที่ท่ารถ

ถึงท่ารถประมาณเกือบ ๆ 6โมงเช้า ปรากฏว่า Limousine คันแรกเต็มแล้วจึงต้องรอคันสอง ซึ่งจะออกหกโมงนิด ๆ ค่าโดยสาร 3000 เยน เหมือนเดิม

ขากลับ พี่เป๋อไปส่งด้วย โดยพ่อกะแม่นั่งด้วยกัน น้ากะพี่เป๋อนั่งด้วยกัน พี่เป๋อบอกทิ้งให้เอวิมันนั่งกะชายแปลกหน้า

สมพรปาก ชายแปลกหน้าหน้าตาดี มานั่งข้าง ๆ ถือพาสปอร์ตญี่ปุ่น
เราก็มองๆๆๆๆ เขา จนหลับไปเอง 

ตื่นมาใกล้ถึงนาริตะ มี จนท. ขอตรวจพาสปอร์ต (คนที่ผ่านเข้าแอร์พอร์ต ต้องโชว์พาสปอร์ตหรือบัตรประชาชนอะไรแนว ๆ นั้น)

มาถึงราว 7.30 กว่า ๆ เช็คอินเสร็จ ก็ไปหาอะไรกินกันในแอร์พอร์ตนั่นแหละ แล้วก็ได้ ซีดีที่ไอ้พู่ฝากซื้อจนได้

ขึ้นชาร์ตอันดับ 2 รองจาก Yoshida brother ที่ร้าน Tsutaya
เป็นเพลงแนวญี่ปุ่นพื้นบ้าน คนร้องมีปู่เป็นคนญี่ปุ่นแท้ ๆ จึงมีความรู้เกี่ยวกับญี่ปุ่นอยู่บ้าง เห็นในทีวีที่ญี่ปุ่น ก็มีสัมภาษณ์เขาเหมือนกัน

แผ่นที่เห็นมีแค่ซิงเกิ้ลไม่กี่เพลง แต่คิดเป็นเงินไทยราว 400 บาท

ช๊อปกันนิดหน่อย ก็ได้เวลาเข้าเกทแล้ว ร่ำลากันเรียบร้อย
พี่เป๋อช่างน่ารัก กอดแม่ซะกลมดิ๊ก แหม เดี๋ยวก็ได้เจอกันอีกล่ะน่า….
(ไม่อยากมองเยอะ เราขี้ซึ้งเดี๋ยวน้ำตาแตกอีก)

เอาล่ะค่ะจะได้กลับซะทีน้อ…

ลืมเล่าถึงตอนเช็คอิน 4 คน ได้น้ำหนักรวมกันไม่เกิน 80 กิโล แหะ ๆ ทีมเราปาไป 79.8 แหะ ๆ เต็มอัตราศึก (ไม่รวมที่ถือเองขึ้นเครื่องอีกนะ พวกขนมกรอบ ๆ แตกง่ายอะไรเงี๊ยเราถือเอง)

เมื่อพวกเรามาถึงเกทก็ขึ้นเครื่องได้เลย เพราะถึงเวลาแล้ว
ไม่นานเครื่องก็ขึ้น จำได้ว่ากัปตันในวันนั้นชื่อกัปตัน รอย (ชื่อแปลกดี)
อาหารในขากลับนี้ เป็นหมี่เย็น อร่อยดีเหมือนกัน (อร่อยกว่าขามาก็แล้วกัน) แอร์ก็น่ารัก อัธยาศัยดี คอยแต่มาเติมน้ำส้มให้เรา ขากลับ น้าไฝซื้อของดิ้วตี้ฟรีบนเครื่องจำพวกเครื่องสำอางไปด้วย ตอนแรกเราว่าจะเอา set lipstick แต่ไม่รู้จะซื้อไปทำไม หลาย ๆ แท่ง สีก็ไม่ค่อยถูกใจก็เลยไม่เอา

เดินทางกัน 6 ชั่วโมง ก็มาถึงสุวรรณภูมิ กัปตันรอย บินได้นิ่มสมชื่อการบินไทย ผ่าน ตม. มาก็กลับบ้าน

กลับถึงบ้านไม่รอช้า ภาพที่ทุกท่านรอคอยก็มาถึง

ถึงปุ๊บ ถ่ายรูปของทุกอย่างปั๊บ เป็นอันสรุปว่า ปิดทริปแล้วจริงๆ

ของส่วนใหญ่เน้นไปทางเครื่องสำอาง เครื่องเขียน หนังสือ ชุดชั้นใน
แล้วก็ของกิน คืออะไรน่ารัก ๆ ซื้อหมด แล้วก็เป็นของที่เพื่อน ๆ ฝากซื้อกันด้วย

มีของอีกอันเป็นผ้าผืนใหญ่ ที่เพื่อนฝากซื้อ เทียบกับซีดีคือพับไว้ ของจริงห่มกระโจมอกอาบน้ำได้สบาย

มาดู comment ที่ฉันให้กับทริปนี้ค่ะ
1. ทริปนี้เตรียมตัวน้อยมาก เพราะเป็นช่วงที่เราปิดเทอมเพียง 2 สัปดาห์ และสัปดาห์หลังจะเป็นช่วงสอบ คือเหลือเวลาเที่ยว 1 อาทิตย์ แถมก่อนหน้านั้นเราฝึกงาน เลยไม่ได้รอบคอบเท่าที่ควร ต้องปรับปรุงดังนี้
– พ่อแม่แก่แล้ว วางแผนไม่ค่อยดี ให้ท่านเดินมาก และอากาศก็หนาว เสื้อผ้าไม่อบอุ่นพอ ที่สำคัญแม่ไท่เก็ทว่าหนาวขนาดไหน ส่วนพ่อไม่ได้ไปเมืองนอกมานานแล้ว ถึงจะเคยไปอเมริกาตอนหนุ่ม ๆ แต่ตอนนั้นสภาพร่างกายแตกต่างกัน มาครั้งนี้พ่อหนาวมากจนสั่น รู้สึกผิด อีกอย่าง เราก็ไม่เคยมาในช่วง high season ที่มีคนเยอะขนาดนี้ อีกทั้งต้องดูพ่อและแม่พร้อม ๆ กัน (พ่อกะแม่ฉันไฮเปอร์มาก ๆ แม้จะอายุ 70 กว่ากันแล้ว) ความวุ่นวายจึงเกิดขึ้นบ้าง
– โทรศัพท์ขึ้นต้นด้วย 0 ก่อน จำไว้

2. กล้องถ่ายรูป เป็นกล้องใหม่ ไม่เคยใช้ และไม่รู้ว่าอัดวีดีโอได้แต่ไม่มีเสียง อัดมาอย่างดีเสียดายจริง ๆ แต่การเตรียมกล้องนั้นจัดว่าดี ตรงที่เตรียมแบตเตอรี่ไว้เพียงพอและ SD card 2 แผ่น ซึ่งกลับมายังเหลือ (ทริปนี้ถ่ายไปประมาณ 300 ภาพค่ะ)

3. การซื้อของฝาก มีการจัดเป็นระบบ เช็คของที่ซื้อของที่ขาดทุกวัน ทำให้ได้ของครบ (เท่าที่หาได้) และจากประสบการณ์ทำให้รู้แหล่ง ว่าอะไรมีขายที่ไหน

4. การเตรียมอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ มีการทำรายการชัดเจน มีการเผื่อของ (แม้จะต้องหอบเยอะ) ของไม่ได้ใช้แทบไม่มี จะมีก็กระติกเก็บความร้อน-เย็น ที่เอาไปแล้วไม่ได้ใช้เลย กระเป๋าสตางค์มีช่องเพียงพอ ใส่พาสปอร์ตได้ มีช่องแยกเก็บ เงินไทย เงินญี่ปุ่นไม่ปนกัน มีการเอากระเป๋าเหรียญไปต่างหาก มีการจดบันทึกรายรับจ่ายรายวัน

5. ไปเที่ยว อย่า งก เราน่ะติดนิสัย ไม่ค่อยอยากซื้ออะไร บางอย่างอยากได้มาตั้งแต่เที่ยวที่แล้ว มาเที่ยวนี้ก็ไม่เอาอีกเพราะมันแพง สุดท้ายก็ไม่ได้

เราเองไม่ได้เก่งกาจเรื่องเที่ยวเท่าไหร่หรอกค่ะ เขียนจากสิ่งที่ไปพบไปเห็นมา แต่ถ้าใครอยากคุยอยากแลกเปลี่ยนก็ยินดีนะคะ โดย

ตอนหน้าจะเป็นตอนสุดท้ายจริง ๆ แล้วนะคะ Go Japan 2 ตอนแถม : ของที่ซื้อมาทั้งหมด (เร็ว ๆ นี้)

ทริปอดีต Japan(s.2) ตอน 11 ช้อปล้างบางที่ Harajuku

รวมที่พักสำหรับนักเดินทางเดี่ยว โลเคชั่นเยี่ยม ที่โตเกียว
สารบัญรวมเที่ยวญี่ปุ่นทุก season 
บล๊อกเก่าเล่าใหม่ Smiley เจแปนหกไม่ตกกระป๋อง
Live on page เว็บ Couchsurfing ที่พักฟรีบัดดี้เที่ยว

  ไปอ่านตอนที่แล้ว ตอน 10 เยี่ยมหลาน ไปร้านที่ Uguisudani หนุ่มวงดัง Yoshida brother ที่นี่

หลังจากตระเวนทัวร์ ชมนั่นชมนี่ ก็นั่งรถไฟมาถึงสถานี ชินจูกุจนได้ ถึงที่ชินจูกุก็ราว 3 ทุ่มจะครึ่งแล้วล่ะ แต่ว่าหาทางออกไม่เจอนี่สิ เราต้องไปออก B4

แต่เดินมาทาง west exit ตามที่พี่เป๋อบอกแล้ว ก็หา B4 ไม่เจอ ถามคนเดินผ่านไปมา ก็วิ่งหนีไปซะงั้น เอาล่ะ ลองถามร้านค้าดีกว่า

หนุ่มร้านค้าก็แสนใจดี แทบจะปิดร้านมาส่งเลยทีเดียว วาดแผนที่ให้อีกตะหาก โห ขอบคุณมาก ๆ (ร้านเขาขายเบเกอรี่ที่สถานีรถไฟ หลังเดินมาตามทาง west exit จะขึ้นกระได ทางเดินไปเพื่อออก B4 ค่ะ)

ออกมา อิเซตันปิดแล้ว ต้องเดินขึ้นกระไดธรรมดาออกมาข้างนอก เลี้ยวผิดแยกอีก หลงไปไกลมาก (เกือบโลมั๊ง) แวะถามตำรวจ ต้องเดินกลับมาอิเซตันเหมือนเดิม  กว่าจะเดินถึงโรงแรมก็ 4 ทุ่มเกือบครึ่ง ดีนะที่ฝนหยุดแล้ว ไม่งั้นได้ขึ้น taxi แน่

เช้าวันนี้ เรามีนัดกันกับแม่พี่ชิฮารุตอนบ่ายโมงค่ะ ช่วงเช้าฉันเลยขอตัวไปเก็บตกซื้อของฝากที่ฮาราจูกุ น้าไฝตอนแรกก็ทำท่าจะไปด้วย แต่ฝนตกปรอย ๆ เลยขอนอนพักดีกว่า

เนื่องจากประสบการณ์หลงเมื่อคืน ทำให้คราวนี้เดินทางไปฮาราจูกุไม่ยากเลย 55 จริง ๆ จากชินจูกุ มาฮาราจูกุมันไม่ยากหรอก ขึ้นรถไฟมา 2-3 ป้ายเอง ถึงแม้ที่สถานีชินจูกุจะมีรถไฟหลายสาย เราก็มองป้าย JR เอา

ไม่นานก็มาถึงสถานีฮาราจูกุ หาทางออก Takeshita exit เพื่อไปยัง Takeshita street อ่ะถึงแล้ว…

ดูป้ายกันชัดๆ

ช้อปๆๆๆ ซื้อนั่นซื้อนี่ ร้านสีเหลืองทางซ้ายนั่นเราเดินอยู่นานมาก มันคือร้าน Mutsumoto Kiyoshi ขายของพวกเครื่องสำอาง มี 2 ชั้น มีขายทุกยี่ห้อเลย โปรโมชั่นเพียบ จัดของได้ล้นหลามน่าซื้อมาก

จริง ๆ จากปากซอยก่อนถึงร้านนี้คือ Daiso ก็เหมือนร้าน 60 บาทที่ไทย แต่เป็นสาขาญี่ปุ่น (จริง ๆ ญี่ปุ่นไปเปิดสาขาที่ไทย) daiso ที่นี่ 100 เยนคือราว 30 บาทนิด ๆ เราก็ซื้อซะหมดแรงถือ อะไร ๆ ก็ 30 บาท ได้กล่องข้าวพร้อมถุงใส่แบบเก็บความร้อนอีกตะหาก แถมเครื่องใช้ เครื่องเขียนกระจุกกระจิกเต็มไปหมด

แต่ละร้านที่นี่ก็แต่ง display ได้สวยงามจริงค่ะ

เดินฮาราจูกุอยู่นาน หาซีดีนักร้องญี่ปุ่นให้เพื่อน หาเท่าไหร่ก็หาไม่ได้ เลยถอดใจ

เสร็จจากฮาราจูกุ ก็นั่งรถไฟไปโอคุโบะ นัดพี่เป๋อไว้หน้าร้าน ดองกิ โอ๊ย กว่าจะถึงดองกิ เอวิก็คีบตุ๊กตาได้มา 7-8 ตัว (แหม เรามันเซียนอยุ่แล้วโฮะๆ 102 ) เท่านั้นไม่พอ แวะซื้อเครื่องเขียนเครื่องสำอางมาเพียบ มาเจอพี่เป๋อตามเวลาเป๊ะ เราก็ไปกินข้าวที่ร้าน “บ้านริมป่า” สาขาโอคุโบะกัน

กินกันราว 1 ชั่วโมงกว่า ๆ ก็ร่ำลากัน ฝนตกปรอย ๆ อีกแล้ว พ่อกับแม่ขอกลับไปนอนก่อน ที่เหลือก็ไปเดินเมืองชินจูกุทิ้งทวนเพราะจะกลับพรุ่งนี้แล้ว

เดินจากโอคุโบะไปก็ไม่ไกลค่ะ (ถ้าคิดว่ามันไม่ไกล
) ระหว่างทางเจอหนุ่มเล่นบาสเก๊ตบอลเหมือนในการ์ตูนเลยแฮะ

ไม่นานก็ถึงแดนสวรรค์ของฉันนั่นก็คือ คาบูกิโช มีตุ๊กตาให้คีบเยอะมาก อิอิ
จริง ๆ คาบูกิโช เป็นแหล่งบันเทิงกลางคืน เหมือนพัฒน์พงศ์บ้านเรา
แต่ฉันไปตอนกลางวัน (คราวที่แล้วมาตอนกลางคืนนั่งกินในผับอยู่เหมือนกัน)

คีบคราวนี้กลับได้แต่พวงกุญแจเล็กๆ

แล้วเราก็มุ่งหน้าไป Tokyu hands กันต่อ

ที่ชินจูกุนี้มีถึง 8 ชั้น แต่คนต่อคิวจ่ายตังแต่ละชั้น แต่ละแผนกเยอะมาก จนไม่กล้าซื้อ
ป้าพนอจัน แห่งห้อง @japan แนะนำ tokyu hands ว่ามีของน่ารักน่ารักเยอะ เช่นที่หุงข้าวใส่เข้าไปหุงในไมโครเวฟด้วย ดูทู้ป้าพนอจัน คลิก

โอยเหนื่อย….

ไม่ได้อะไรเลยที่ tokyu hands

แต่ก่อนกลับก็เจอศิลปินริมทาง ให้แช่มชื่นหัวใจ อิอิ


เดินขาลาก แวะกินบะหมีหยอดเหรียญ แถว ๆ อิเซตันนั่นแหละ

ชามละประมาณ 700 เยน ตัวสูบอย่างฉันยังกินไม่ไหมดเลย อาหย่อย…
จากนั้นก็แวะไปร้าน Sanrio ที่ชินจูกุ ไม่กล้าซื้อ แพง!!! (ขนาดที่ญี่ปุ่นนะเนี่ย)

กลับมาสลบที่ห้องก็ราว 1 ทุ่มแหละค่ะ

พรุ่งนี้จะกลับแล้ว….โปรดติดตามตอนจบในตอนหน้านะคะ

ทริปอดีต Japan(s.2) ตอน 10 เยี่ยมหลาน ไปร้านที่ Uguisudani หนุ่มวงดัง Yoshida brother

รวมที่พักสำหรับนักเดินทางเดี่ยว โลเคชั่นเยี่ยม ที่โตเกียว
สารบัญรวมเที่ยวญี่ปุ่นทุก season 
บล๊อกเก่าเล่าใหม่ Smiley เจแปนหกไม่ตกกระป๋อง
Live on page 137
ครั้งแรก เมื่อเดินทางท่องเที่ยว

<<ไปอ่านตอนที่แล้ว ตอน 9  ปราสาทที่ Odawara อำลา Atami ที่นี่

กลับจาก Atami เมื่อวาน ด้วยตาประหนึ่งหมีแพนด้า ถึงโรงแรมที่โตเกียวก็เย็น ๆ ค่ะ คุณพ่อคุณแม่อยากจะพักผ่อน ไอ้ฉันแม้ตาจะเป็นหมี แต่ดีกรีขาช้อปก็บ่ยั่น กวาด 100 yen shop ทั่วย่านบริเวณให้ได้เสียตังค์กันสนุกไปเลย

พูดถึงโรงแรม ฉันจองผ่านเอเย่นต์ที่ไทย จองมันรวดเดียวเลย เว้นเฉพาะวันที่ไป Atami แค่ 1 คืน ฉะนั้น ตอนที่ไป Atami ฉันสามารถฝากของไว้ได้ คือทางโรงแรมเขาให้กอง ๆ ไว้ เอาตาข่ายคลุม เอาเฉพาะของที่มีค่าและจำเป็นไปด้วย

ตรงด้านหลังโรงแรม มันไปโผล่ถนน yasukuni ได้ แถวนั้นมีร้าน Jonathan’s ขายอาหารทั่วไปแนว back canyon ด้วยค่ะ คือมีหลายแบบ ไม่ญี่ปุ่นซะทีเดียว พวกเราเลยไปกินอาหารค่ำกันที่ร้านนี้

หลังจากอิ่มกันก็กลับไปนอนเอาแรง เตรียมตัวสำหรับวันพรุ่งนี้… พี่เป๋อว่าจะพาไป sugamo

ตื่นเช้าขึ้นมาปรากฏว่าฝนตก ทำให้ไม่ไป sugamo กันแล้ว ไปบ้านตาเป๋อดีกว่า เยี่ยมหลานด้วย ใครอยากกินอะไรก็ซื้อไปกินกัน แถมจะได้แวะร้าน donki ด้วย ซื้อของฝากได้ครบ วันนี้เราออกจากโรงแรมกันสายหน่อย

หลังซื้อของที่ดองกิเสร็จ ฝนหยุดพอดี เราพากันเดินอีกไม่ไกลไปโอคุโบะบ้านพี่เป๋อกันค่ะ เลยเก็บวิวระหว่างทางมาฝาก


เห็นบ้านหลังนี้นึกถึงบ้านโนบิตะจังเลย


อันนี้เป็นแผนที่บอกว่าถ้าเกิดแผ่นดินไหว จะมีจุดนัดพบที่ไหน อย่างไร

บ้านเรือนน่ารักดีนะคะ


ดอกไม้บ้านนี้สวยจริง ๆ​​​​​​​

พี่เป๋อบอกว่าที่ญี่ปุ่นที่ดินแพง ฉะนั้นราคาบ้านไท่ว่าจะเป็นบ้านเช่าหรือซื้อก็จะมีราคาแพง บ้านที่เห็นอยู่ข้างบนกะข้างล่างคนละคนเช่าอยู่นะคะ จะเห็นว่ามีทางขึ้นเป็นของตนเอง ถึงแม้ว่าจะใช้หลังคาอันเดียวกันก็ตาม

พื้นที่เล็ก ๆ ก็ปลูกต้นไม้สวยงาม


ที่จอดรถก็ใช้รวม ๆ กัน


โบสถ์ค่ะ ย่านโอคุโบะที่ฉันสังเกตเห็นมี 2 โบสถ์


ตู้น้ำ…ชอบมาก ชอบถ่ายรูปตู้น้ำ มีสีสันดีจังเลย

เดินมาไม่นานก็ถึงบ้านพี่เป๋อค่ะ ก็เยี่ยมหลานกันไป

จริง ๆ แล้วหลานไม่ได้นอนที่นอนหรอกนะคะ น้องนอนใต้ชั้นวางของ โดยเอาผ้าปูปูให้นุ่ม ๆ ส่วนตะแกรงของชั้นวางของ พ่อแม่ของน้องก็เอาตุ๊กตามาห้อย ช่าง created กันจริงๆ


น้องเอ็มจัง

ส่วนนี่เป็นผู้พิทักษ์น้องวายุ อายุ 10 กว่าขวบแล้ว เรียบร้อยไม่กวนใจน้องเลย ส่วนไอ้หมูแคททาลิน ถูกเนรเทศไปอยู่บ้านแม่พี่ชิฮารุซะแล้ว เลยไม่ได้เจอเลย

กินอาหารกลางวันที่ทำโดยพี่เป๋อ ประกอบด้วย ปลาดิบ กุ้งทอด ผัดสะตอ(ที่เอามาจากเมืองไทย) หน่อไม้ลวก พี่เป๋อบอกว่าเพื่งออกเป็นช่วงแรกของปี หวานอร่อยมากค่ะ นอกจากนี้ยังมีอื่น ๆ อีกมาก จาระไนไม่หมด ทั้งหมดนี้ไม่มีรูปให้ดูเพราะหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว 5555

วันนี้ฉันนัดโทโมโกะไว้ค่ะ นัดไว้เวลา 18.00 น. ที่สถานี uguisudani ฉันจะไปด้วยรถไฟสาย yamanote นะคะ

ก่อนไป แวะเล่นคีบตุ๊กตาก่อน ได้มา 3 ตัว เหอๆๆๆๆ

กฉันไปถึงที่หมายตามนัด แต่ว่าฝนตกหนัก เลยต้องนั่ง taxi ไปร้านทั้งที่ไม่ไกลจากสถานีเท่าไหร่


บรรยากาศภายในร้าน ตกแต่งแบบผับโบราณ ทุกคนแต่งชุดแบบญี่ปุ่น คือแบบพวงกุญแจนี้ค่ะ


อันนี้…
โทโมโกะสั่งน้ำ acerola ให้ฉัน หอมอร่อยดีจังเลยค่ะ (แต่คนไม่ชอบกินเชอรี่อาจจะแหยง ๆ ก็ได้ แต่เราชอบ เหอๆ)

กับแกล้มแรก ปลาหมึกเค็ม confirm ว่าเค็มมาก
ที่เป็นปลาคือปลาโดโจทอด พี่เป๋อบอกในภายหลังว่าเดี่ยวนี้ไม่ค่อยมีคนกินแล้ว เพราะว่าคิดว่ามันอยู่ในดิน เลยขยะแขยงไม่กินกัน ฉันว่าอร่อยดี

เขียว ๆ คือ แปะก๊วยต้มจิ้มเกลือ กินกันเป็นเม็ด ๆ เลย

โซรามาเมะ … มันเหมือนถั่วอ่ะค่ะ รสชาติมัน ๆ แต่เวลากินต้องปอกก่อน
สะกิด ๆ เอาที่บาง ๆ เคลือบอยู่ออก
ลอกเยื่ออกให้หมด
บีบค่ะ แล้วตัวข้างในจะค่อย ๆ ออกมา

คีบข้างในออกมารับประทาน มัน ๆ อร่อยดี

เอาล่ะการแสดงเริ่มแล้ว..


หนุ่มคนนี้ดังมากที่ญี่ปุ่น (เห็นซีดีขึ้นอันดับ 2 ขณะที่ฉันไป เดี๋ยวเรื่องอันดับ 1 จะเล่าให้ฟัง) เขาแสดงคู่กับพี่หรือน้องชายเขาอีกคนชื่อวง Yoshida brother โดยการเล่นซามิเซ็ง ฟังแล้วมันส์มาก ลองคลิกไปดู+ฟังที่ youtube ตรงนี้ คิดดูขนาดที่ผับยังมีทีวีมาถ่าย


นอกจากนี้ยังมีรำโชว์ด้วย คนทางขวาคือ ซาโตโกะ น้องสาวโทโมโกะเองค่ะ
ตอนนี้มีไก่ทอดมาเสริฟ น่ากินนน และ โอนิกิริ อีก 1 ก้อน อิ่มไปเลย


ก่อนกลับถ่ายภาพร่วมกันค่ะ

พอออกจากร้านฝนตก จึงหันมาถ่ายหน้าร้านได้แป๊บเดียว ที่เห็นคือซาโตโกะ ออกมาส่งหน้าร้านค่ะ ชื่อร้าน Oiwake อยู่ย่าน Uguisudani ออกจากสถานีรถไฟถ้านั่ง taxi ไปไม่ถึง 10 นาทีเลยค่ะ
พรุ่งนี้จะไปฮาราจูกุค่ะ

 

ทริปอดีต Japan(s.2) ตอน 9 อำลา Atami และแวะชม ปราสาท Odawara

รวมที่พักสำหรับนักเดินทางเดี่ยว โลเคชั่นเยี่ยม ที่โตเกียว
สารบัญรวมเที่ยวญี่ปุ่นทุก season 
บล๊อกเก่าเล่าใหม่ Smiley อินเดียจ๋า ฉันมาแล้วจ้ะ
Live on page กระเป๋าหายทำไงดีจ๊ะ+ย่านฮาราจูกุ

<<ไปอ่านตอนที่แล้ว Go Japan 2 Atami onsen อาหารค่ำชุดใหญ่ ที่นี่

ฮือม…ม…เมื่อคืนนอนหลับฝันดีที่ Atami …อิอิ…

jp473

ตื่นมาราว ๆ 7 โมงเช้า วันนี้ข้างนอกอากาศหนาวกว่าเมื่อวาน ทำให้ที่คิดว่าจะไปเดินชายทะเลก็คงไปไม่ไหว สงสารพ่อกับแม่ด้วย (จะไปคนเดียวเดี๋ยวจะติดลมอีก trip ที่วางไว้คงพัง) เลยดูทีวี นั่งคุยกันไปเรื่อยๆ ทำแผลที่ล้มวันก่อนให้พ่อด้วย

วันนี้คุณน้า มาด้วยชุดนี้ค่ะ (ชุดเดิมแหละ แต่ทับผ้ามา)

jp483

แม่บ้านคนเดิมมาจัดอาหารให้ตอน 8 โมงเช้า 

jp481

อลังการน่าทานทั้งนั้นนอกจากมีข้าวสวยให้แล้ว ยังมีปลาย่างซีอิ้ว เต้าหู้นิ่ม ๆ ปลาดิบ+วาซาบิแบบขาว ๆ เครื่องเคียง ไข่ลวก

มีซุป

นอกจากชุดอาหารก็มีชาให้ด้วย เป็นชาเขียว

อาหารมื้อเช้า เห็นนิด ๆ หน่อย ๆ ก็อิ่มเหมือนกันนะคะ เขาให้ข้าวมาก็เต็มโถ มีนัตโตะด้วย พวกเราก็กินกันไม่เป็น (ฉันเข็ดแล้วคราวที่แล้วกัดซูชิที่สอดไส้นัตโตะไปเต็มรัก) มีแต่พี่เป๋อที่อยู่ญี่ปุ่นมาราว 15 ปี ที่เอร็ดอร่อยอยู่คนเดียว

แต่อย่างอื่นฉันก็ทานได้หมดน่ะแหละ 

กินได้แป๊บเดียวก็ซ้อนจานซะแล้ว

แล้วเราก็นั่งพักกัน ก่อนที่จะออกจากอาตามิตามแผนที่วางไว้คือราว 10 โมง

ที่นั่งแสนสบาย

คุณแม่นั่งชมวิวริมหน้าต่าง

jp490

และเมื่ออิ่มแล้ว ป้าคนเดิมก็มาเก็บของ คราวนี้ถ่ายทันแล้ว

jp491

jp492

จากนั้นเราก็เก็บของ เตรียมบ๊ายบาย อาตามิกันแล้วค่ะ

เราใช้เวลาประมาณ 15 นาที เดินจากโรงแรมมาสถานีรถไฟอาตามิ แวะซื้อของที่เดิน แม่กับน้าช๊อปกันกระจายอีกเช่นเคย ตรงสถานีมีส้มขายด้วย รสไม่หวานเหมือนส้มไทย 10 ลูกประมาณ 80 บาท

ระหว่างทางพบพระญี่ปุ่นยืนอยู่ด้วย

jp493

และมีซุ้มต่าง ๆ ของอาตามิ โชว์อยู่ แต่งได้สวยงามมาก มีอยู่หลายจุด

jp494_2

มีแผนที่ด้วย

Atami มีชื่อเสียงด้านน้ำแร่ ที่คนนิยมมาออนเซ็นกันนะคะ แต่บอกตามตรง ถ้าไม่มีพี่อยู่ที่ญี่ปุ่น คงไม่ได้มาถึงนี่ เพราะหนังสือท่องเที่ยวที่เป็นภาษาไทยกล่าวไว้น้อย จำได้ว่าเคยได้ยินชื่ออาตามิ จากการ์ตูนเล่มนึงเมื่อสมัยยังวัยรุ่นเท่านั้นเอง

jp499

มีบ่อให้แช่สำหรับคนผ่านไปมาให้ลองแช่ขากัน (นึกถึงเชียงใหม่เลยแฮะ)

มีป้ายบรรยายทุกจุด เมืองไทยก็น่าจะมีเยอะ ๆ แบบนี้บ้าง

ซูมชัด ๆ อ่านได้ก็อ่านกันนะคะ (บอกคำแปลมาด้วยจะขอบคุณมากค่ะ)

อีกมุมนึงของรถไฟ
jp502

จริง ๆ การเดินทางมา Atami ก็ไม่ยากนะคะ มีรถไฟ JR ผ่านด้วย จาก Tokyo ต่อเดียวก็มาได้ โดยขึ้น ชินคันเซ็น มานะคะ

jp503
รูปสุดท้ายจาก อาตามิ

จากนั้นเราก็ขึ้นรถไฟกลับมายัง Odawara กันนะคะ เราจะไปเยี่ยมชมปราสาท Odawara กันค่ะ ก่อนจะไปถึงตัวปราสาท ก็เอาสัมภาระ ยัดเข้าไปในตู้ฝากของ พวกเรามีหลายคนก็ยัดไปตู้กลาง ๆ เสียไป 300 เยน

ที่สถานีรถไฟ Odawara มีดอกไม้สวยงามเช่นเคย

jp504

มองเห็นปราสาทอยู่ไม่ไกล โน่นแน่ะค่ะ วันนี้อากาศดี เราจะเดินไปกัน ระยะทางประมาณ 1 กิโลมั๊งคะ
jp505

บ้านเมืองย่าน Odawara

jp506

ยังคงมีดอกไม้สวยอยู่ตลอด
jp507

ดอกอะไรสักอย่าง ขอสักแชะ

ตามถนนหนทางจัดไว้สวยมาก
jp509

ถ่ายรูปแป๊บเดียว สมาชิกไปมุงอะไรกันน่ะ

จริง ๆ แล้วไปกินชูครีมกันค่ะ แหะ ๆ ลูกใหญ่มาก ครีมเต็มไปหมด ลุกละ 80 เยน ราว ๆ นั้น ไม่มีภาพให้ดูเพราะมัวแต่กิน

พอกินเสร็จก็ถ่ายภาพดอกไม้ตามทางอีกตามเคย


เหลือบไปเห็นที่จอดรถ เดามั่ว ๆ น่าจะ 8 ชั่วโมง 1000 เยน (ราว 300 บาท)

บ้านเมือง

แผนที่เมือง Odawara

ซูมใกล้ ๆ

ใกล้ถึงแล้ว เข้าเขตปราสาทแล้วค่ะ แต่ว่า ยังไม่ถึงตัวปราสาท

แผนที่อีก

jp518

นี่ไง…

jp519

ด้านหน้าปราสาทก็จะมีบริเวณให้นั่งพัก หรือจะเข้าไปชมปราสาท หรือจะแต่งชุดโบราณก็ได้ 2 อันหลังต้องเสียตังค์ทั้งสิ้น แต่เราไม่ค่อยนิยม (ก็คืองกนั่นเอง)

520
มาถึงจุดนี้ราวเที่ยงกว่า ๆ

ถ่ายรูปคู่ปราสาทดีกว่าเนอะ

เดินไปอีกหน่อย มีช้างด้วยนะคะ เป็นช้างอินเดีย แต่หน้าตาเศร้าสร้อยเหลือเกิน อายุ 60 กว่าขวบ คงคิดถึงบ้าน..

พี่ช้างชื่อ Umeko

มีลิงตรูดแดงด้วยแฮะ

บริเวณทั่วไป

ถ่ายรูปหน้าประตูทางเข้าปราสาท (ไอ้ทางที่เข้ามาเป็นด้านหลัง)

527

มีคำบรรยายพร้อม

526

ตรงนี้ล่ะ

อ่ะบรรยาย ตามนี้นะคะ 118

ขอถ่ายอีก 2 – 3 รูปนะ อย่าเพิ่งเบื่อนางแบบ

ภาพนี้ถ่ายจากด้านนอกปราสาทค่ะ จะเดินกลับสถานี Odawara กันแล้ว

jp533_2

ระหว่างเดินกลับ ชมวิวกันนะคะ มีบ่อน้ำด้วย

jp533_3

เป็นบ่อบัวนี่เอง เรานี่โชคดี มาตอนที่บัวไม่ออกอีกแล้ว
ปลาเพียบเลยอ่า…
มีเป็ดด้วย ตอนแรกนึกว่าหุ่น พอร้องก๊าบๆๆ ใส่ ว่ายน้ำหนีอย่างไว 5555…

แผนที่อีกแล้ว

jp535

มีแผนที่ดอกไม้ด้วยนะ

แมว Odawara ช่างอ้วนจ้ำม่ำจังเลย

พอเดินเข้าไปหา ก็เดินหนีไป หยิ่งจริง ๆ

เดินอีก 800 เมตร ก็จะมาถึงสถานีรถไฟ แต่เวลาก็บ่าย 2 แล้ว แวะกินกาแฟกันนิดหน่อย ร้านนี้ชื่อ Italian Tomato (ซึ่งมีสาขาทั่วไปคล้าย เดลี่เฮ้าส์บ้านเรา มีกาแฟเป็นตัวขาย แต่ก็มีพวกเค้กด้วย)

ชาร้อน

เวลาสั่งเขาไม่ใส่น้ำตาลเลย คนญี่ปุ่นกินไม่หวานนะคะ มีน้อยคนจะเติมน้ำตาล

ฉันสั่งชาเขียวมากิน น่ากินมาก แต่จืดสนิท นึกว่าจะเหมือนร้านลุงที่พร้อมพงษ์ซะอีก โกโก้ก็จืดค่ะ ต้องเติมเอง

แต่เค้กนี่รสชาติสุดยอด เต็มที่ไปเลย

พวกเรานั่งรถไฟโอดาคิวกลับชินจูกุกันค่ะ ฉันหลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้ พี่เป๋อบอกตาเป็นหมีแพนด้าซะงั้น โอว…ว…

ตอนต่อไป Go Japan 2 เยี่ยมหลาน ไปผับที่ Uguisudani หนุ่มวงดัง Yoshida brother พบ Tomoko คลิกที่นี่

 

ทริปอดีต Japan(s.2) ตอน 8 Atami onsen อาหารค่ำชุดใหญ่

รวมที่พักสำหรับนักเดินทางเดี่ยว โลเคชั่นเยี่ยม ที่โตเกียว
สารบัญรวมเที่ยวญี่ปุ่นทุก season 
บล๊อกเก่าเล่าใหม่ Smiley จะไป New york บอกหนูที
Live on page สวยงามยามท่องเที่ยว

 

<<ไปอ่านตอนที่แล้ว Go Japan 2 นั่งรถไฟไป Atami ที่นี่

หลังจากตอนที่แล้วที่พาช๊อปในตลาดสถานีรถไฟอาตามิ ได้ของกันพะรุงพะรังทีเดียว พอเอาของไปวางที่โรงแรมแล้ว ก็ออกมาช๊อปใหม่ ถ่ายรูปหน้าโรงแรมด้วย

jp452

ยิ้มแก้มกลมหน้าโรงแรมซะงั้น

ช่วงนี้แยกกันเดิน ให้น้าไปกับแม่ ส่วนฉันไปกับพ่อ แต่เดินไปเดินมา พ่อชักจะหนาว น่าจะราว ๆ 10 องศา (ฉันที่ว่าชอบหนาวก็ไม่ไหวเหมือนกัน) เลยพาพ่อไปส่งโรงแรมก่อน

ส่วนฉันออกมาช๊อปต่อ..

ออกมาคราวนี้พ่อบอกให้ซื้อโค๊กไปด้วย แต่หายากเหลือเกิน ก็พอเข้าใจว่าคนญี่ปุ่นรักสุขภาพ น้ำอัดลมไม่ค่อยมี เลยซื้อเป๊บซี่แม๊กซ์มาให้พ่อ เพราะพ่อก็เป็นเบาหวานด้วย

ฉันเดินวนไปมาได้ไม่นานเท่าไหร่ ก็หนาวทนไม่ไหว 12_8  ถ่ายรูปไปสองแช๊กก็เดินกลับมาโรงแรม

(จริง ๆ เดิน 10 นาทีก็ถึงทะเลแล้ว แต่เดินไม่ไหวจริง ๆ หนาว)

กลับมาก็พากันเข้าห้อง โอ้โห…ห้องเขาจัดสไตล์ญี่ปุ่นเลยนะ 71-7 ประตูนอกเป็นประตูไม้จริง แต่ด้านในมีประตูกระดาษกั้นเป็นส่วนต่าง ๆ

ห้องของฉัน เบอร์ 406 เป็นห้องริม นอนได้หลายคน แต่เขาก็คิดราคาตามหัวคือคนละ 10,000 เยน (ประมาณ 3000 บาท) ให้เขาจัด 2 ห้อง คือพี่นอนกับน้า ส่วนเราพ่อแม่ลูกนอนด้วยกัน แต่ให้เขาจัดอาหารรวมที่ห้องฉันซึ่งเป็นห้องใหญ่ค่ะ

 jp454

 

ส่วนของห้องน้ำ เปิดไปเจออ่างล้างมือก่อน  แล้วก็จะมีอีกประตูหนึ่งเป็นส้วมค่ะ

ส้วมที่นี่นอกจากจะมีล้างก้น ล้างด้านหน้า แล้ว ยังมีเป่าลมด้วย อันนี้ชอบ ๆ แห้งสบายดี 

อีกด้านหนึ่งเป็นห้องอาบน้ำ แยกจากส้วมและที่ล้างหน้า

น้ำร้อน + อุ่นมาก (แต่ไม่ใช่น้ำแร่ น้ำแร่ต้องลงไปแช่รวมข้างล่าง) แต่พอเหยียบพื้นเท่านั้นโอ้โห…เย็นเจี๊ยบ ยืนไม่ได้ ต้องกระโดดไปมา

สำรวจที่ทางเสร็จแล้ว พวกเราก็จะไปแช่ออนเซ็นกันค่ะ
ที่ไปก็จะมี ฉัน น้า แม่ และพี่เป๋อ ส่วนพ่อไม่ได้ไป เพราะกินเบียร์เข้าไปมาก การแช่ออนเซ็นอาจทำให้หัวใจวายได้ เลยให้พัก นอนดูทีวีที่ห้อง

แต่งกายกันเสียหน่อย ด้วยชุดยูกาตะ (ถ้าเรียกไม่ผิดคือยูกาตะใช่ไหมคะ)

เริ่มจากนางแบบคนแรก น้า…มาในชุดยูกาตะสีขาวดอกเขียว ยืนเท้าข้างฝาอย่างมั่นใจเรียกคะแนนจากกรรมการ

jp455_2

ตามมาด้วยคุณแม่ ไม่ทิ้งลายนางงามเก่าหนังสือพิมพ์เสียงอ่างทองราว 50 ปีก่อนที่คว้าแชมป์ได้รางวัลจักรเย็บผ้าและทรานซิสเตอร์ 50 ปีก่อนยิ้มอย่างไรปีนี้ก็ยังยิ้มอย่างนั้น (เห็นภาพนี้กรรมการสมัยนั้น อย่ามาทวงรางวัลคืนนะคะ เพราะไม่มีจะคืนให้แล้ว…)

ตามมาด้วยคุณลูกตัวเกร็งกะจะเข้าประกวดธิดาฮิปโป แต่กรรมการหนักใจ ให้รางวัลไม่ถูก มาในยูกาตะสีขาวลายทาง

สุดท้ายเป็นชายงาม ซามูไรพ่อลูกอ่อน ขวัญใจพี่ชิฮารุ

แต่งกายกันพร้อมสรรพ ก็ไปแช่ออนเซ็นกันได้
ที่นี่กติกาก็เหมือนที่อื่น คือแก้ผ้าหมด ผู้หญิงเข้าประตูแดง ผู้ชายเข้าประตูน้ำเงิน ไม่ควรจำตำแหน่งห้องเพราะเขาจะมีการสลัับห้องกันใช้ เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ สำหรับนักแช่ออนเซ็นตัวยง

ก่อนลงอย่าลืมชำระร่างกายให้สะอาดเรียบร้อยนะคะ

ฉันแม่และน้า พออาบน้ำเสร็จก็ลงเลย ฉันลงก่อน โอ้ ร้อนแทบสุก ต้องค่อย ๆ หย่อนตัวลงไป แรก ๆ ก็บ่อนร้อน ๆ พอเข้าที่็ก็นั่งคุยกันสบาย

ตอนแรกคุณแม่บ่นอุบ แต่พอเข้าที่แล้วไม่อยากจะขึ้น

แช่กันราว ๆ ครึ่งชั่วโมงก็กลับห้องค่ะ(ยกเว้นพี่เป๋อ จนพวกเราขึ้นกันมาที่ห้องแล้วยังไม่เห็นแก ท่าจะติดใจ)

ขึ้นมาก็เริ่มเย็น มาชมโรงแรมจากการถ่ายรูปที่ระเบียงนะคะ

jp463_2

ชมวิวกันเสร็จหันมาอีกที อาหารจัดเสร็จแล้ว อ่ะฮ่า….
jp461

มาดูอาหารกัน
jp467

นี่เป็นชุดที่ทางโรงแรมจัดให้สำหรับ 5 คนนะคะ
่j468

ขึ้นมาจากออนเซ็นฉันก็ชักหิว เดี๋ยวจะกินไปบรรยายไปนะคะ

อันนี้เหมือนต้มเค็มลูกชิ้นปลา แต่ก็ไม่เค็มจัดมาก อร่อยดีค่ะ

อันนี้คือสิ่งที่อยู่ในหม้อไฟ ไม่แน่ใจอันนี้เขาเรียก นาเบะ มั๊งคะ (ผู้รู้บอกที) โอววว ปลาแซลมอนส้มได้ใจจริง ส่วนภาพขวาล่างคือไข่ตุ๋นนะคะ

jp470_2

รวม ๆ
jp480_2
มีหลายอย่างอธิบายไม่ถูก
บนขวา ลูกเดือยต้ม ออกจืด ๆ
กลางซ้าย อันนี้เป็นแนวต้มจืดน้ำขลุกขลิก
สีแดงซ้ายล่างคือเหล้าบ๊วยนะคะ  รสกลมกล่อม มีกลิ่นบ๊วย แต่รสไม่เปรี้ยวนะ เรารู้สึกว่ารสเหมือนเบียร์สิงห์ไลท์
กลางล่าง อันนี้ผัดเค็ม ๆ หน่อย กินกะข้าว
ขวาล่าง ปิดท้ายด้วยขนม เป็นมันเชื่อม สตอเบอรี่และวิปครีม อร่อยมาก (เรากินไป 3 คนอื่นเขาไม่กิน อิอิ)  88-5
jp478
เกือบลืม เครื่องเคียง ขิงดอง

jp471

คุณน้ากับหม้อไฟ จะเห็นได้ว่าหม้อไฟของแต่ละคนใหญ่ไม่ใช่เล่นเชียว

jp473

พอทานอาหารกันเสร็จ แม่บ้านจะมาเก็บโต๊ะ และปูที่นอนให้ แม้อากาศจะเย็นแต่ก็อุ่นมาก นอนได้สบายไม่เจ็บหลังเลย

jp474

นี่ค่ะ แม่บ้านของเรา โดยจรรยาบรรณเลยไม่อาจให้เห็นใบหน้าได้ ไม่ช่าย…ย.. ถ่ายไม่ทัน กลับมาก๊อน…น..

พรุ่งนี้เราจะเดินทางจากอาตามิ ไปชมปราสาท odawara กันค่ะ
กดที่นี่ได้เลย

ทริปอดีต Japan(s.2) ตอน 7 นั่งรถไฟไป Atami

<<ไปอ่านตอนที่แล้วGo Japan 2 มุ่งสู่ ศาลเจ้า ไหว้ท่านยมทูต มุ่งสู่ออนเซ็นที่นี่

จากศาลเจ้ามา เราก็เดินทางกันอีกไม่ไกล เพื่อไปที่สถานีรถไฟชินจูกุ
ระหว่างทางมีร้านขายต้นไม้ สีสันสดใสงามตาจริง ๆ Smiley

ที่สถานีชินจูกุ เราไม่ขึ้น JR นะคะ
คราวนี้เราจะขึ้นรถไฟสาย Odakyu นะคะ เพื่อไปลงที่ Odawara

jp429

รูปชานชาลา

jp430

รถไฟเพื่อไปลงที่ Odawara เดินทางราว ๆ ชั่วโมงกว่าๆ เสียดายที่ไม่ได้เก็บภาพระหว่างนั่งรถไฟมาฝาก พี่เป๋อบอกว่าไม่ถูกมารยาทที่จะถ่ายรูปบนรถไฟแม้จะเป็นภาพวิวก็ตาม

ระหว่างทางที่นั่งไปก็ได้ชมบ้านเมืองต่าง ๆ สวยงามมากมาย ส่วนใหญ่เป็นสีทึม ๆ เรียบ ๆ และมักเป็นอิฐ (คุณแม่ช่างสังเกตจริง ๆ ในขณะที่เราไม่ได้สนใจในจุดนี้)

เมื่อถึง Odawara ก่อนจะต่อไป Atami ก็แวะเข้าห้องน้ำกัน ระหว่างที่รอเข้าห้องน้ำ ก็ได้เจอกับร้านขาย Akiben หรือข้าวกล่องไว้กินบนรถไฟ ซึ่งนิยมกินบนพวกชินคันเซ็น แต่เราไม่ได้ขึ้นชินกันเซ็นก็เลยไม่ได้ซื้อไป เพราะมันจะดูไม่ดีค่ะ ที่นั่งเป็นสองแถวเหมือนรถไฟฟ้าบ้านเรา ถ้ากินไปต้องถูกมองมาก ๆ แน่นอน ฉะนั้นมันเหมาะกับชินกันเซ็นที่หันหน้าแบบรถไฟ รฟท. บ้านเราน่ะค่ะ

jp432_2

Odawara

หลังจากนั้นเราก็เปลี่ยนไปขึ้นรถไฟของ JR เพื่อจะเดินทางต่อ Atami ค่ะ จากตรงนี้ไปไม่ไกล ราว 7 สถานีเท่านั้นเอง

เมื่อถึงAtami บ้านเมืองที่นี่ก็ยังคงผสมผสานแบบเก่ากับแบบใหม่อยู่ ร้านรวงแบบเดิมก็ยังมีมาก ถูกใจนักช๊อปทีเดียว

433

เริ่มซื้อของกันอีกแล้ว

jp437

มาดูกัน

438

ร้านนี้ดูดีเชียว

439


ข้างในมีของอร่อยเต็มไปหมด จำพวก ปลาเล็กปลาน้อยอบแห้ง รสต่าง ๆ (เปรี้ยว เค็ม คลุกงาต่าง ๆ) ลูกชิ้นไส้ไข่กุ้งมายองเนส (เราก็ซื้อมาด้วย อร่อยมาก ๆ ) แถมคนก็เต็มร้าน

ออกมาด้านนอก เจอชาวญี่ปุ่นสวมชุดกิโมโน เลยขอถ่ายด้วย
jp441

ย่านร้านค้าที่เดินจากสถานีมาไม่ไกล

jp443_2

ส่วนอีกร้านนึงก็เรียงของซะสวยเลย

ร้านนี้น่าจะขายชา

jp444
ถ่ายรูปกลับมาอีกที่ สมาชิกยังช๊อป กันอยู่ร้านที่ว่ามีลูกชิ้นอร่อยอยู่เลยค่ะ (เสื้อแดงนั่นคือตาเป๋อ)

jp445

บ้านเมืองย่านอาตามิ

jp448_2

หน้าโรงแรม มีหินก้อนใหญ่อยู่พร้อมคำอธิบาย ปรากฏว่าอ่านไม่ออก

jp449

jp450

โรงแรม

jp451

Atami-onsen Shihomiya Ryokan

โรงแรมนี้ราคาต่อคนใน 1 คืน คนละประมาณ 1 หมื่นเยนกว่า ๆ นะคะ พร้อมอาหารเย็น กับอาหารเช้า

ตอนที่มาเนี่ยพี่เป๋อจองให้ หรือจะไปจองได้ที่นี่ค่ะ

เอากระเป๋าเก็บโรงแรมก่อนออกไปช๊อปใหม่….

ตอนถัดไป มีใส่ชุดยูกาตะเตรียมออนเซ็น และอาหารญี่ปุ่นชุดใหญ่ด้วย ติดตามอ่านได้เร็ว ๆ โดยกดไป  ที่นี่ เลย

แถมด้วยภาพสตรอเบอรี่ที่คุณแม่ซื้อมา รู้สึกถาดนี้ 500 เยน

ทริปอดีต Japan(s.2) ตอน 6 มุ่งสู่ ศาลเจ้า ไหว้ท่านยมทูต มุ่งสู่ออนเซ็น

รวมที่พักสำหรับนักเดินทางเดี่ยว โลเคชั่นเยี่ยม ที่โตเกียว
สารบัญรวมเที่ยวญี่ปุ่นทุก season 
บล๊อกเก่าเล่าใหม่ Smiley Label Bag ถุงมิตรภาพ และเพื่อนจากแดนไกล
Live on page เล่าเรื่องผี อิอิ

<<ไปอ่านตอนที่แล้ว Go Japan 2 ตลาด Ameyoko ร้านอาหารบ้านริมป่าที่นี่

เช้าวันนี้เป็นเช้าวันที่ 12 มีค. 51 ค่ะ เริ่มมื้อเช้าของเราที่โรงแรม Shinjuku listel hotel ก็โรงแรมที่พักอยู่แหละค่ะ

มีความรู้สึกว่า การทานอาหารเช้าแบบญี่ปุ่น ต่างกับเมืองไทยแฮะ
เพราะเหมือนกับว่าเขาจะให้ตักทีเดียวยังงั้น เพราะเท่าที่สังเกตไม่มีใครลุกตักรอบ 2 เลย ไอ้เราก็เน้นอาหารเช้าอยู่แล้ว เลยต้องตักเยอะหน่อย

นี่คืออาหารเช้าที่โรงแรมค่ะ มีทั้งซุปมิโสะ แบบญี่ปุ่น แล้วมีขนมปังทาเนยแบบสากลด้วย

jp410

หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จแล้วก็กลับมาพักผ่อนกันนิดหน่อย คุณแม่ก็บ่นว่าช่วงนี้ลิ้นชา ดูแล้วก็คือลิ้นแตก หลังจากผ่าตัดมาเมื่อ 5-6 ปีก่อน แม่ก็บ่นว่าลิ้นชา ๆ พี่เป๋อก็เลยซื้อยาล้างลิ้นมาให้ (ปากอย่างเราคงต้องกินหลายหลอด)

jp411

นี่คือหน้าตาของยาล้างลิ้นอ่ะค่ะ แต่จนป่านนี้แม่ยังเก็บไว้ไม่ยอมกินซะที

เมื่อพักกันสักหน่อย ราว 10 โมงเราก็ออกเดินทาง มุ่งหน้าไปที่สถานีชินจูกุ
แต่ก่อนที่จะถึงสถานี ก็มาเจอศาลเจ้า ที่นี่มีรูปหล่อของท่านยมทูต ก็แวะไหว้กันสักหน่อย

jp418_2

ด้านหน้าจะมีลูกกรงกั้นไว้ค่ะ

ด้านหน้าจะมีลูกกรงกั้นไว้ค่ะ

jp412

ซูมดูใกล้ ๆ

jp413

อันนี้เป็นคำอธิบายสถานที่นี้ค่ะ ภาพที่เห็นคือรูปด้านในที่ถ่ายไม่ชัด ด้านบนคือท่านยมทูต ด้านล่างคือคนที่จดบัญชีความดี และคอยขานชื่อ

jp422

jp417

และที่นี่มีบริเวณของสุสานด้วย ก่อนถ่ายก็ถามพี่เป๋อแล้วว่าการถ่ายภาพสุสานไม่เป็นการผิดมารยาทอะไร แต่จะติดอะไรมาด้วยหรือเปล่า อันนี้ไม่ทราบ ดูกันเอาเอง

jp425_2

jp426

jp423_2

jp424

เรากำลังมุ่งหน้าไปอาตามิกันนะคะ ติดตามอ่านได้ในบล๊อกถัดไปนะคะ

ทริปอดีต Japan(s.2) ตอน 5 ตลาด Ameyoko ร้านอาหารบ้านริมป่า

รวมที่พักสำหรับนักเดินทางเดี่ยว โลเคชั่นเยี่ยม ที่โตเกียว
ทำวีซ่าอินเดีย ออนไลน์ eVisa ด้วยตัวเอง กันยา2561-2018
บล๊อกเก่าเล่าใหม่ Smiley Label Bag ถุงมิตรภาพ และเพื่อนจากแดนไกล
Live on page เล่าเรื่องผี อิอิ
<<ไปอ่านตอนที่แล้ว Go Japan 2 เดินเที่ยว ชมวัด Asakusa ที่นี่

เสร็จจากวัด Asakusa เราก็จะเดินกันต่อเพื่อไปตลาด Ameyoko ค่ะ
(ในตอนนี้ ยังเป็นวันที่ 11 มี.ค. อยู่นะคะ )

เดินไปเรื่อย ๆ ก็เจอดอกไม้เป็นช่อ ๆ วางไว้ เอ๊ะ เขาขายอะไร

j382_2

ดอกไม้นี่คือ ดอกไม้ที่แฟนละคร นำมาให้ตัวเอกที่เขาชอบ คงอารมณ์เดียวกะแม่ยกลิเกบ้านเรา
ซึ่งไม่นานค่ะ ดาราก็ออกมาพอดี

มามะมาดูใกล้ ๆ
ขอถ่ายด้วยหน่อย

ชุด เสื้อผ้า ดูสวยงาม

เราก็มุ่งหน้าเดินไปต่อ ทิศที่เราเดินไปนี้ ถ้าโรงละครอยู่ทางขวามือ ตรงไปเจอแยกเล็ก ให้เดินตรงไปอีกจะเป็นแยกที่ใหญ่ขึ้นหน่อย เลี้ยงขวาเดินไปไม่ไกล มีอุลตร้าแมน ให้ถ่ายรูปด้วยนะ

เดินมาอีกหน่อย ก็มาเจอ รถลาก (ที่ใคร ๆ ก็บอกว่าแพง) พี่เป๋อบอกว่า คนที่ลากจะพาวนรอบ ๆ วัด และเป็นไกด์อธิบายไปด้วย สองสาวบนรถ พอยกกล้องตั้งท่าจะถ่าย ก็หันมายิ้มให้อย่างดี

ยังไปไม่ถึงตลาด ผ่านร้าน ๆ หนึ่ง มีทำตุ๊กตา ขโมยไว้บนหลังคาร้านด้วย (แหม ก็คงไม่ได้กันได้จริง ๆ หรอกเนอะ)

ตีกนี้ก็ดูสวยดีค่ะ

เดินผ่านมาเจอสิ่งนี้ พี่เป๋อบอกว่ามันคือ หัวบุก ค่ะ

นอกจากนี้ยังมีร้านขายของที่สินค้าpackage น่ารัก ๆ ทั้งนั้น

มาดูตึก และถนนหนทางกันค่ะ เราเดินมาถึงบริเวณหน้าห้างมัตซึย่า

จากห้างมัตซึย่า ถ้าเราจะไปตลาดอาเมโยโกะ ต้องนั่งรถไฟไป 2 สถานี (แต่เอวิก็เคยเดินไปอยู่นะ)

แล้วพวกเราก็เดินมาถึงตลาด Ameyoko
ที่ตลาดก็มีของขายมากมาย เหมือนตลาดสด และส่วนใหญ่เป็นอาหารทะเล ปลา สาหร่าย ปลาหมึกต่าง ๆ

เลยถ่ายรูปสินค้ามาให้ดูกัน

มาถึงตลาด ก็ช๊อปกันกระจาย คุณแม่ซื้อสตรอเบอรี่ใหญ่
“ก็ลูกมันใหญ่ดีนี่ลูก มามา มาชิมเร้ว” แม่ตามมาเรียกขณะฉันกำลังตั้งท่าจะคีบตุ๊กตา สุดท้ายก็เลยโดนดึงมากินสตรอเบอรี่กัน
เออเนอะ อร่อยดี ร้านนี้มีราดนมข้นให้อีก อูย…ย.. สะใจคนอ้วนดีแท้

เดินดูของกันได้หน่อย คุณพ่อไปสะดุดอะไรไม่รู้ ล้มซะงั้น ดีที่ไม่เป็นอะไรมาก ได้แต่แผลถลอกกลับไทย แต่แย่ เพราะอากาศเย็น เลยรู้สึกเจ็บมาก

เลยรู้สึก sad ว่าพาพ่อแม่มาทรมานหรือเปล่า

เสร็จจากตรงนั้น ก็ซื้อของกันนิดหน่อย ฉันกับแม่ได้ร่มมาคนละอัน แม่จะเอาไปฝากน้องสะใภ้ ฉันจะเอาไปฝากเพื่อน

ที่ร้านนั้นแหละ เห็นพ่อยืนดูนาฬิกาอยู่นาน แต่ก็ไม่ซื้อ ดูท่าทางพ่ออยากได้ ก็เลยซื้อให้ 1 เรือน

แวะคีบตุ๊กตาอีกนิด ได้ตัวเล็ก ๆ มา 1 ตัว

เสร็จจากตลาด วันนี้คุณพ่อคุณแม่บ่นอยากกินอาหารไทย
พี่เป๋อเลยพาไปร้านพี่ที่สนิทกัน ร้าน “บ้านริมป่า”

เริ่มด้วยอาหารเรียกน้ำย่อย คือข้าวเกรียบน้ำพริกเผา..

อย่างอื่นก็สั่งกันตามใจ โดยเลือกจากเมนู ซึ่งมีอาหารเยอะทีเดียว

อาหารที่ร้านนี้ทำได้ “รสไทย” จริง ๆ ระหว่างที่ทานก็มีคนญี่ปุ่นมาทานเรื่อย ๆ

ทานอิ่ม ก่อนกลับ พลาดไม่ได้กับถ่ายรูปห้องน้ำที่ตกแต่งด้วยเรื่องราวไทย ๆ

กลับถึงที่พัก มาดูกันว่าวันนี้ได้อะไรมาบ้าง…

คุณแม่ซื้อมะเขือเทศลูกเล็ก ๆ มา หวานกรอบ 190 เยน (ราคาขณะนั้น เรท 30 บาท คือกล่องนี้ประมาณ 57 บาท… วิธีคิด ราคาเยนคูณ ศูนย์จุดเรท คือ 0.30 )

่j401

ตุ๊กตาญี่ปุ่น 700 เยน (ประมาณ 210 บาทด้วยเรท 30) ซื้อมาฝากเพื่อน จากหน้าวัด Asakusa มันรีเควสสีเขียว แต่ไม่มี เอาสีฟ้าไปละกัน เขาห่อไว้ (อุตส่าห์ห่อสีเขียวให้อีก น่ารักจริง)เลยไม่แกะดีกว่า

j403_2

ด้านขวาเป็นภาพที่เพื่อนแกะหลังจากเอาไปฝากแล้ว

แอบได้ได้เครื่องสำอางมา 1 set ใหญ่

ลูกพลับแห้งของคุณแม่

ด้านล่างนี่ มัตชา ชอบมาก กระปุกละประมาณ 800 เยน

ยาสีฟันใช้ดี๊ดี ฟันขาวเจ๊าะ (ซึ่งอะไรที่ใช้ดีมักเลิกผลิต พี่ชายบอกเราซื้อมาไม่กี่เดือนมันก็เลิกผลิต)

j407_2

และอายไลน์เนอร์แบบดินสอของมาจอริก้า สีชมพู Blink ๆ

หมดวันนี้แล้ว หลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน…อย่าลืมอ่านตอนต่อไปนะคะ