Have time?


ขอบคุณ นาฬิกา สวย ๆ จาก


แวะไปที่เพจเฟซบุ๊คได้นะคะ
Honeynut House

อื่น ๆ
Auto Backlinks

ทริปอดีต Japan(s.2) ตอน 2 ออกจากจุดสตาร์ท

ในที่สุดก็ได้ฤกษ์ออกเดินทางภายหลังความยากลำบาก (แวะไปอ่านขั้นเตรียมตัวได้ที่นี่) กำหนดการเดินทางของเครื่องบิน TG 642 ออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเวลา 23.50 น. แต่ 555 เรามันเป็นพวกบ้า ชวนทีมมากันตั้งแต่ 2 ทุ่ม

j001

เมื่อผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ก็เข้ามาสู่ด้านในค่ะ
จริง ๆ ตอนไปญี่ปุ่นครั้งที่แล้ว ตัวเองขึ้นที่ดอนเมือง ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่ขึ้นที่สุวรรณภูมิ ซึ่งมีความแตกต่างกันคือ ที่นี่ไม่ต้องไปหยอดตู้เสียภาษี สนามบินแล้ว
และด้วยความเฟอะฟะ เราก็ลืมเขียนใบ ตม.4 ดีนะที่รีบไปก่อนเวลา จึงมีเวลาแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ได้หลายประการ

พอเข้ามาสู่ภายในแล้ว ก็ถึงเวลาของการช้อปปิ้ง อันที่จริงเราก็ตั้งใจจะช้อปปิ้งหลายอย่างแต่พอเอาเข้าจริง ๆ ก็เกิดเสียดายเงินซะงั้น ก็เลยไม่ได้ซื้อ มีแต่แม่ที่ซื้อครีมทาหน้าไป 2 กระปุก ซึ่งเขาก็แพคใส่ถุงพลาสติกโปร่งใส ซึ่งเป็นมาตรการของสนามบิน ซึ่งครั้งที่แล้วที่เราไปไม่เจอ

พูดถึงอาหารที่สุวรรณภูมิ ก็มีร้านค้าต่าง ๆ มากมาย ราคาก็ไม่ได้แพงอย่างที่แอบคิดไว้ตอนแรก S&P Black canyon อะไรก็ขายราคาปกติ แถมยังมีซุ้มข้าวกล่องราคา 20-30 บาทด้วย รู้สึกดีมากที่ไม่เป็นการเอาเปรียบผู้เดินทางทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ที่เกท C2A เมื่อได้เวลาขึ้นเครื่อง ปรากฏว่าต้องต่อรถไปขึ้นเครื่องกลางลาน ทำเอาฉันกลุ้มอีก เพราะสงสารพ่อกับแม่ซึ่งอายุ 70 กว่า จะต้องก้าวขึ้นลงรถ แถมขึ้นบันไดเข้าเครื่อง แต่กลายเป็นว่าเดินกันพริ้วทีเดียว

เมื่อเอาตัวเองมานั่งในเครื่องแล้ว กลายเป็นว่าเครื่องยังออกไม่ได้

“สวัสดีครับ ผมกัปตัน ขณะนี้ได้เวลาที่เราจะบินสู่สนามบินนาริตะกันแล้ว แต่เรายังไม่พร้อมเลยครับ ยังมีผู้โดยสารจำนวนหนึ่งซึ่งตกค้างจากสายการบินอื่นที่ล่าช้า เพื่อมาต่อสายการบินของเราครับ”

ครั้นพอผู้โดยสารขึ้นครบ เครื่องก็ยังขึ้นไม่ได้เพราะ เส้นทางวิ่งขึ้นเหลือเพียงเส้นเดียวและเครื่องที่จะขึ้นมีเยอะมาก เครื่องจึงถอยวนไปวนมา (วิ่งเล่นว่างั้นเหอะ) ทำเอากว่าจะได้ขึ้นจริงก็ ตีหนึ่ง…

พอขึ้นเครื่องการบินไทยก็แจกพายมาหนึ่งชิ้น 111  พร้อมเครื่องดื่ม  กว่าจะเคลียร์หลาย ๆ อย่างได้ก็ราว ๆ ตี 2 จึงหลับไป….

“ลูก ๆ แม่จะเข้าห้องน้ำ” ฉันได้ยินเสียงแม่ที่นั่งอยู่ด้านในสุดเรียก จึงออกจากโปง เถิบให้แม่ไปเข้าห้องน้ำ พอแม่เข้าห้องน้ำเสร็จก็หลับไปได้อีกหน่อย

“ลูก ๆ เถิบให้พ่อไปฉี่เดี๋ยว” เลยต้องให้พ่อไปฉี่อีก จากนั้นก็งีบได้อีกหน่อย

หลับ ๆ ตื่น ๆ เห็นโคมแดงอาซากุสะในความคิด หึ ๆๆ เราจะถึงญี่ปุ่นแล้ว

j019

แถ่น แถ่นแท้น…..
เสียงเพลงนุ่มนวลบรรเลงขึ้น (นัยว่าปลุกอย่างมีมารยาทว่างั้นเหอะ) เวลาบัดนาวนี้คือ 6 โมงเช้าญี่ปุ่นหรือตี 4 ไทยนี่เอง ไฟเปิดพรึ่บ พนักงานแจกผ้าร้อนเช็ดหน้า
(ซึ่งร้อนโคตรๆ) หลังจากนั้นไม่นานก็แจกอาหารเช้า มีเครป (หน้าตาเหมือนออมเล็ต…เราเข้าใจอย่างงั้น ว่ามันอาจจะอย่างเดียวกัน กินอย่างเดียวไม่มีความรู้..) หรือจะเอา บะหมี่ซี่โครงหมู ก็เลือกได้
ซึ่งขอบอกตามตรงว่าไม่อร่อยเลยทั้งสองอย่าง (พ่อแม่ลูกกินเครป ส่วนน้ากินบะหมี่ ได้แย่งชิมมาหมด)
ซึ่งพอกินเสร็จก็มีการแจกแบบฟอร์มกรอกเพื่อเข้าประเทศ เราเป็นคนกรอกเองหมด ให้พ่อหรือแม่เซ็นเท่านั้น ซึ่งเกือบจะไม่ทันแน่ะ

เครื่องลงที่สนามบินนาริตะ การบินไทยบินนิ่มจริง ๆ สมคำร่ำลือ พ่อบอกขึ้นมาแต่ยังหนุ่มก็ยังบินนิ่มเหมือนเดิม มีการคุยว่าเนี่ยลูกศิษย์พ่อทั้งนั้น …(พ่อเคยเป็นทหารอากาศน่ะค่ะ) ซึ่งก็นิ่มจริง ๆ ไม่รู้สึกเลย

ออกจากเครื่องผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ซึ่งต้องมีพิมพ์ลายนิ้วมือเข้าประเทศ แต่คุณพ่อทำหลายครั้งมาก (มือสั่นน่ะค่ะ) สุดท้ายก็ผ่านมาได้ทุกคน

ผ่านจาก ตม. ก็มาถึง รับกระเป๋า กระเป๋าของทีมเรามาเกือบท้าย ๆ (เพราะเช็คอินก่อน) ขณะที่รอ ๆ พบว่ามีถุงกอล์ฟมาตามสายพานเป็นจำนวนมาก เห็นได้ว่านักกอล์ฟชาวญี่ปุ่นนิยมมาตีกอล์ฟที่ไทย ดีจังเนอะ ที่เงินทองจะได้ไหลเข้าประเทศ (แหะ ๆ แต่เราก็ยังมาเที่ยวญี่ปุ่นอ่ะนะ…)

ขณะรอกระเป๋า มีหนุ่มคนหนึ่งมาคุยกับพ่อ คุยกันไปกันมา เขาจะไปชินจูกุเหมือนกัน เขามาเที่ยวคนเดียว ถามว่าจะนั่ง taxi ไปด้วยกันไหมจะได้ประหยัด เขาก็ไม่รู้ทางเหมือนกัน เราเลยรีบบอกว่าเราจะพาขึ้น Limousine bus ไป Smiley

ต่อไปเป็นศุลกากร คราวนี้มีนักท่องเที่ยวมามาก ไม่เรียกตรวจอย่างที่โดนคราวที่แล้ว (อยากตรวจก็ตรวจไปซิ ไม่ได้พกอะไรมานี่หว่า)

พ้นพิธีการต่าง ๆ ก็วิ่งแจ้นไปซื้อตั๋วรถที่เคาน์เตอร์ (อยู่ตรงข้ามทางออกมาเลย)
สาวคนขายบอกว่าถ้าจะไปชินจูกุ รถออก 9.25 นะก๊ะ… ตอนซื้อตั๋วนั้นแค่ 9 โมงเช้า เลยถามพี่ที่เพิ่งเจอกันตอนเอากระเป๋าว่าจะไปไหม 3000 เยน พี่เขาก็โอเค เพราะค่า taxi อย่างที่รู้กันว่าเข้าโตเกียวเป็นหมื่น จริง ๆ มีรถไปถึงโรงแรมพี่คนนั้นเลย แต่ออก 10 โมง พี่เขาไม่ไปเพราะขี้เกียจรอนาน ไปต่อ taxi ตรงชินจูกุก็ได้ (พี่เขาพักที่ Shinjuku Washington hotel)

นี่คือตั๋ว Limousine bus

ระหว่างช่วง 20 กว่านาทีที่รอรถเราก็ต้องหาโทรศัพท์โทรบอกตาเป๋อ (พี่ชาย) ว่ามาถึงแล้วอีก 2 ชั่วโมงให้ไปรับที่ท่ารถชินจูกุ ที่ Terminal 1 หาโทรศัพท์สาธารณะอย่างยาก

ครั้นเจอตู้โทรศัพท์ โทรอย่างไรก็เป็นเสียงสายไม่ว่างตลอด ว้าแย่จัง โทรอยู่หลายครั้งใกล้ 9.25 น. จึงต้องกลับไปพบทีมที่รออยู่โดยที่โทรไม่ติด เอาวะ มันถึงเวลาต้องไปแล้ว

ออกมายืนที่ป้ายเบอร์ 11 ซึ่งเป็นท่าขึ้นรถที่จะไปชินจูกุ มีคนรออยู่บ้าง เรามาคิวหลังสุด (ตามเคยด้วยความเฟอะฟะ) ตอนนี้แม่เริ่มบ่นว่าหนาว ก็จะไม่หนาวได้ไงล่ะ พูดควันออกปากขนาดนั้น ดูที่ป้ายบอกอุณหภูมิ บอกว่า 9 องศา Smiley

ขึ้นรถ แน่นอนว่าอุ่นขึ้น และด้วยความที่มาหลังสุด จึงได้นั่งใกล้ห้องน้ำ แต่ไม่เหม็นนะคะ ห้องน้ำเขาสะอาดดี

เสียอารมณ์อยู่อย่างเดียว ผู้หญิงคนที่มานั่งข้างหลัง (เป็นคนไทย) มากับลูก อายุประมาณ 4-5 ขวบ ขึ้นรถมาก็คุยโทรศัพท์เสียงดังมาก (แทนที่ลูกจะพูดมากตามวัย) บางคำมีหลุดกู ๆ มึง ๆ อีก ฟังจากที่คุยดูเหมือนเขาจะอยู่ที่ญี่ปุ่นมาสักพัก เพิ่งกลับไปเยี่ยมบ้านมา คนอื่นที่นั่งในรถก็แสดงทีท่าระอา จริง ๆ อยู่ญี่ปุ่นมาพักแล้ว น่าจะรู้นะว่าเขาไม่คุยโทรศัพท์ในรถกัน ป้ายห้ามโทรศัพท์ก็ขึ้นโชว์ที่บอร์ด ที่หน้ารถก็มีว่าห้ามโทรศัพท์ เสียชื่อคนไทยอีก เฮ้อ….

ไม่นาน ทีมเราก็หลับกันเกลี้ยง….. 

ตืนมาอีกทีเข้าเขตโตเกียวแล้ว เลยปลุกแม่ให้ดูบ้านเมือง ตอนที่แล้วที่เรามาเป็นตอนกลางวัน (ไปอ่านขามาตอนที่แล้วที่นี่) ไม่ได้เห็นตึกรามบ้านช่องชัดขนาดนี้

รถวิ่งมาไม่นานก็เข้าเขตชินจูกุค่ะ ฮ้า….รู้สึกดีใจจังได้มา ญี่ปุ่นอีกครั้งนึงแล้ว… Smiley

ถึงที่หมาย (โดยที่ป้ายบอกทางด้านหน้ารถขึ้นตัวอักษรบอกว่าถึงชินจูกุ สังเกตไม่ยากค่ะ) เราทุกคนลงมาที่ชินจูกุ พี่คนนั้นเรียกแท๊กซี่ไปโรงแรม เหลือทีมเรา 4 คน แอบวางของใกล้ ๆ ตึกแห่งหนึ่ง ฝนลงเม็ด อุณหภูมิลดลงอีก พ่อกับแม่บ่นหนาว น้าที่เป็นไข้มาตั้งแต่ก่อนเดินทางก็ไข้ขึ้น พี่เป๋อก็ยังไม่มา ฉันจึงออกหาโทรศัพท์อีกครั้ง

บริเวณใกล้เคียงกลับไม่มีโทรศัพท์เลย ฉันวนไปวนมาทั้งด้านบนและด้านล่างสถาณีรถไฟ เดินไปไกลมากจึงเจอหยอดเหรียญอยู่ตู้นึง

ปรากฏว่าก็เป็นสัญญาณสายไม่ว่าง!

ตอนนี้ความเครียดเพิ่มขึ้นสูง เรานี่พาพ่อแม่น้า มาทรมานแท้ ๆ เชียว
พอดีมีชายสูงอายุคนหนึ่งเดินมา เขาโทรศัพท์เสร็จจึงขอร้องให้เขาโทรให้ ตามเบอร์ที่จดมา

ต่างคนต่างพูดภาษาอังกฤษไม่คล่อง แต่เขาก็พยามเต็มที่(ซึ้งน้ำใจเขาจริงๆ)

สุดท้ายก็สายไม่ว่าง

ฉันเดินกลับไปหาพ่อแม่และน้า บอกว่าโทรไม่ได้ จึงตั้งใจจะไปโรงแรมกัน แต่พอถาม taxi หรือคนอื่นกลับไม่รู้ทาง

เลยเอาเบอร์โทรศัพท์เพื่อนที่อยู่ คานากาว่า ขึ้นมา เอาล่ะ ถึงเพื่อนจะอยู่ไกลคงช่วยแนะนำเราได้….

และแล้ว….

พบว่าโทรศัพท์ของเพื่อนขึ้นต้นด้วย 090…
แต่เรากดเบอร์พี่ 90….
ลืมใส่ 0 ข้างหน้า ฮ่วย   มันคงโทรติดหรอก

ติดตามอ่านตอนหน้า “พบญาติ ศาลเจ้า ร้าน watami ย่านชินจูกุ ” ตรงนี้เยย….

 

1 comment to ทริปอดีต Japan(s.2) ตอน 2 ออกจากจุดสตาร์ท

Leave a Reply

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>