Have time?


ขอบคุณ นาฬิกา สวย ๆ จาก


แวะไปที่เพจเฟซบุ๊คได้นะคะ
Honeynut House

อื่น ๆ
Auto Backlinks

ทริปอดีต Japan(s.1) ตอน 1 จาก Bangkok ถึง Narita

ทริปนี้ที่มาเล่าให้ฟัง จัดว่าเป็นทริปเจาะเวลาหาอดีตกันเลยทีเดียว เป็นทริปที่เกิดขึ้นในปี 2006 ค่ะ เกือบสิบปี ดูแล้วมันอาจจะไม่มีอะไรใหม่ แถมตอนนี้คนไปเที่ยวญี่ปุ่นกันเยอะมาก วีซ่าก็ไม่ต้องทำ แต่ก็อยากจะเก็บความทรงจำนี้ไว้ ว่าญี่ปุ่นครั้งแรกของเราเป็นยังไง ลำบากลำบนแค่ไหน ไม่เคยไปเมืองนอกเองและไปคนเดียว ดูสิว่าเป็นยังไง

ว่าเหตุใดถึงได้ตัดสินใจไปญี่ปุ่น?
ตอนแรก คิดอยากไปฮ่องกง แต่พอดีคนที่ชวนไว้หลาย ๆ คนไม่มีใครไปเลย ไม่ไปก็ไม่ได้ ลาพักร้อนไว้ยาว  ก็เลยต้องเปลี่ยนแผน ดูตามหนังสือท่องเที่ยวบ้าง แอบคิดว่าจะไปกับทัวร์หรือก็แสนแพง ฮ่องกงนี่ก็เกือบ 2 หมื่น เกาหลี 3 หมื่นกว่า ญี่ปุ่นก็ทะลุ 5 หมื่นไปแล้วเลย เออ ………….ว่าแต่ญี่ปุ่นเรามีญาติอยู่นี่หว่า มิช้าอยู่ใยเราเปลี่ยนใจฉับพลันไปญี่ปุ่นดีกว่า เมื่อคิดสั้น ๆ ได้แค่นี้ก็หาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ท เกี่ยวกับเรื่องวีซ่า (ญี่ปุ่นเพิ่งมาฟรีวีซ่าปี 2013 นี่เองค่ะ) ก็ได้ทราบว่าญี่ปุ่นเนี่ยขอวีซ่าเข้ายาก รองจากอเมริกาเลย แต่ถ้าหากว่ามีจดหมายรับรองก็จะมีโอกาสมากกว่า ก็เลยรีบอีเมล์ไปถึงท่านญาติ ให้ช่วยเขียนจดหมายมาเชิญไปหน่อยนะคะ

สำหรับรายละเอียดการขอวีซ่า สามารถ คลิกดูได้ที่นี่นะคะ หรือมีข้อสงสัย เมล์มาถามได้ค่ะ

การเดินทางทริปนี้ขอขอบคุณข้อมูลจาก เว็บไซต์สถานทูต เว็บพันทิพ และห้อง @Japan หนังสือ เที่ยวไม่ง้อทัวร์ตีตั๋วไปญี่ปุ่นเล่ม 1-2 ด้วยค่ะ (ตอนนี้ออกเล่ม 3 แล้วน๊า)

หลังจากทำเรื่องยื่นวีซ่าไป 2 วันก็ได้พาสปอร์ตคืน เสียค่าวีซ่า 1110 บาท

บางคนบอกว่าเขาสัมภาษณ์เยอะ แต่ของเราเขาถามแต่ว่า ทำงานด้วย เรียนโทด้วยใช่ไหมครับ (ยื่นเอกสารมันทั้งทำงานทั้งเรียนเลย กลัวไม่ได้ไป) ถามแค่เนี๊ยะ…แต่ว่าที่ถามแค่นี้อาจเป็นเพราะเราเป็นข้าราชการก็ได้มั๊ง พอหลังจากได้วีซ่าคืนแล้ว ก็ได้รับความกรุณาจากเพื่อนเอ๊ เพื่อนผู้มีความชำนาญในการเดินทาง เนื่องจากมันไปต่างประเทศบ่อย ให้คำแนะนำในการจองตั๋วเครื่องบิน

เนื่องจากเกิดมาในชีวิต เราไม่เคยจองตั๋วเลย ก็ได้ไปจองตั๋วแถวเอ็มโพเรี่ยม ซอย สุขุมวิท 33/1 เอ๊บอกว่าแถวนี้ย่านญี่ปุ่นน่าเชื่อถือ ก็เลยเข้าไปจอง โอ้….ที่บริษัทบอกว่าช่วงที่จองเป็นช่วงหลัง Golden week ชาวญี่ปุ่นที่ไปเที่ยวกันมาจะบินกลับบ้าน ทำให้ตั๋วไม่ค่อยมี แต่พอดีเราไปคนเดียว ทำให้ในที่สุดก็ได้ตั๋วมาจนได้ เป็นของคาเธ่ย์แปซิฟิค ราคา 18600 บาท ทรานซิทฮ่องกง

ตายละวา เกิดมาขึ้นเครื่องคนเดียวยังไม่เคย โดนทรานซิทอีก แต่ไม่ลองไม่รู้ คนอย่างเอวิ ต้องลองไม่ให้เสียชาติเกิด เอ๊บอกว่าทรานซิทสิดี ได้ลงไปยืดเส้นยืดสาย เดินดูของดิวตี้ฟรี (แหมเข้าทาง) 5555

เอาหละกลับมาเหลือเวลาเตรียมตัว 3 วัน จัดกระเป๋าสีแดงใบเก่ง (แถมจากเอวอนมีล้อลาก) อัดเสื้อผ้าลงไปเต็มพอดี แม่ถาม ไม่เอาไปอีกใบไว้ขนของกลับเหรอ แต่พอดีพี่เป๋อ (ลูกพี่ลูกน้องที่อยู่ที่นู่น) แกว่าจะให้ยืม แล้วก็กะว่าของที่นู่นแพงไม่ซื้อไรมากหรอก

จัดกระเป๋าเสร็จเช้าวันเดินทางเลย วันที่ 9 พ.ค.49 เครื่องขึ้น 11 โมง ที่ดอนเมือง (55 สมัยนั้นสุวรรณภูมิยังไม่เปิดค่ะ ทริปเก่าขนาด) ออกจากนนท์ 6.30 น. โดยมีน้องแจ๋วกรุณาไปส่ง(เรื่องของเรื่องคือมันอยากไปส่ง) รถติดมากกก.กกก น้องแจ๋วถาม 8 โมงแล้วจะทันไหมเนี่ย เพราะเราบอกต้องถึง 9 โมง ความจริงเลยปรากฏว่า ถึง 9 โมงน่ะเขาเปิดเช็คอินจะได้ไปช้อบดิวตี้ฟรี ถึงดอนเมืองจริง ๆ 8 โมงกว่า ๆ พบคุณพ่อคุณแม่ที่มาจากบ้าน…แหม…ไม่ได้ไปด้วยก็อยากมาส่งง่ะ

โหลดกระเป๋าเสร็จ กินข้าวเช้ากันแป๊บนึงก็ได้เวลา ออกสัญจร ผ่านขั้นตอนสำคัญซื้อของสกัดดาวรุ่งที่ดิวตี้ฟรีไทยแลนด์ของไทย ก็เหินฟ้าสู่ฮ่องกง ถึง ฮ่องกง 14 น.เวลาฮ่องกง ออกจากที่เกท 25 เวลา 14.05 น.ต้องไปต่อเครื่องไปโตเกียวที่เกท 66 แล้วก็มีโง่หลงเกทอีก(อย่าตกใจ เป็นเรื่องปกติของดิฉัน) ถามใครก็ไม่อยากจะบอก สุดท้ายมีแอร์หน้าออกจีน ๆ คนนึงชี้ ๆ ให้เลยไปถูก เฮ้อ….

j001
สนามบินที่ฮ่องกง (สมัยนั้น รูปเล๊กกก เล็ก)

ระหว่างวิ่งไปเกท 66 ยังมีแก่ใจแอบดูกระเป๋า ร้าน Lesportsac ที่ดิวตี้ฟรีฮ่องกง เดี๋ยวขากลับค่อยมาซื้อ

เทอร์มินอลที่ฮ่องกงใหญ่มาก จากเกท 25 ไป 66 ราวกิโลนึงมั๊ง ขนาดว่าวิ่งบนสายพานนะ อ้อ มารยาทของชาวฮ่องกง คือเวลายืนบนบันไดเลื่อนหรือ รางเลื่อนให้ยืนชิดข้างหนึ่งนะคะ จำไม่ได้ว่าข้างไหน เพื่อเว้นให้คนรีบ วิ่งไปทางด้านที่ว่าง ก็อาศัยดูเอาว่าเขายืนข้างไหน แต่ฝรั่งส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้หรอก ก็ excuse me sorry ๆ ไปเรื่อย ๆ จนถึงเกท 66 นั่นแหละ

ถึงหน้าเกทเขาขึ้นเครื่องกันไปแล้ว อ้อ เวลาขึ้นเครื่องต้องขึ้นให้เรียบร้อยก่อนเครื่องขึ้น 20 นาที คือถ้าเครื่องขึ้น 15.00 ต้องไปเข้าเครื่องก่อน 14.40 ค่ะ โอ๊ยๆ เราไปถึง 14.30 เหลืออีก 10 นาที เข้าไปนั่งไม่เท่าไหร่ เครื่องออกพอดี นั่งข้างชายวัยกลางคนชาวญี่ปุ่นค่ะ

กินอาหารเสร็จ แอร์ก็มาถามไรไม่รู้ ฟังก็ไม่รู้เรื่อง (พูด อ่าน เขียน ได้ แต่อย่าให้ฟัง ฮ่วย!) มาถาม japan ๆ ก็ Japan ๆ ด้วย ทำหน้างงเดินไปเลย 55555 แต่นึกว่าจะรอด สักพักเดินมาใหม่ ถามทรานซิทใช่ไหม บอกใช่ ยื่นแบบสอบถามให้ จับใจความได้ว่าจับรางวัลปลายเดือน(ทีเงี๊ยรู้เรื่อง) เลยเอามาทำซะ แอบหวังลึก ๆ ว่า คงได้รางวัลนะ

เครืองลงจอดล้อหยุดหมุนที่ Japan สนามบินนาริตะ เทอร์มินอล 1 เวลาท้องถิ่น 21.30 น. ผ่าน ตม. ฉลุย เอากระเป๋า เจอศุลกากร หล่อเสียด้วย อ้าวกรูคนสุดท้ายเลยนี่หว่า (มัวเอ๋ออยู่)

“มากับใครครับ”

“มาคนเดียวค่ะ”

“อยู่ที่ไหนครับ”

อยู่บ้านเพื่อนค่ะ ชินจูกุ” ตอบเสร็จแม่งยิ้มหวานใส่กูอีก (คิดในใจ)

“พูดภาษาญี่ปุ่นได้ไหม”

“ไม่ได้เลยค่ะ !! “ ตอนนี้เราคนสุดท้ายเลย ตอนแรกเห็นสาวผิวสีคนข้างหน้าตานี่โดนเปิดค้นกระเป๋าดูด้วย แต่หน้าทะเล้นอย่างตูกลับไม่เปิดแฮะ

“ภาษาอังกฤษก็พูดได้นิดหน่อยค่ะ” เราแถมให้อีก

“เอ้า….แล้วมีตั๋วไหม”

“ตั๋วอะไร ไม่มี๊ๆๆๆ” เราทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้

“ticket ๆ ยูมีม้าย…”

“ไม่มี๊ๆๆๆ ตั๋วรถไฟไม่มี ตั๋วรถเมล์ไม่มี”

“ตั๋วเครื่องบินมีไหม”

“มีสินั่งมาแล้วนี่ไง”

“ม่ายช่ายๆๆๆ”

“เอ๊า…” เกาหัวแกรก ๆ แล้วนี่ (โทดค่ะทั่นผู้อ่าน อิฉันโง่)

“ขากลับน่ะ”

“อ๋อ….” อ๋อซะยาว “มีสิ ไม่มาอยู่หรอกญี่ปุ่นน่ะ กลัวแพ้ใจผู้ชายหล่อ ๆ อย่างยู” ว่าแล้วยักคิ้วให้ที ตม.ยิ้มแก้มแดงเชียว  พี่แกก็เลยปล่อยให้ออกมา (ท่าทางคงจะรำคาญ)

ครั้นพ้นขั้นตอนออกมา โอ้แม่เจ้า พี่ชายร่ะ พี่ชายกรูๆๆๆๆๆ ไม่เห็นมีใครเลย แถมที่ตัวก็มีแต่แบงค์ จะซื้อบัตรโทรศัพท์ก็กลัวเปลือง เพราะคงไม่ค่อยได้ใช้ ฮือๆๆๆ ไปติดต่อประชาสัมพันธ์ประกาศแล้วก็ไม่มี ฮือๆๆๆๆๆ นอนที่นี่ล่ะวะ อ้าว…เหลือบไปเห็นแขกคนนึง ยืนโทรศัพท์ เลยอาศัยว่าหน้าออกแขก (สักพัก ลิเก ออก อ่ะ ม่ายช่าย) ไปถามดีกว่าว่าแลกเหรียญที่ไหน เอ๊า…นายห้างแกใจดีให้เหรียญมาเลยเว้ย เลยยกมือไหว้ปะลกๆ เอ๊า…แขกแกรับไหว้อีก (สงสัยแขกไทย) อีนี่ฉานขอบจายนะนายห้าง ใครว่าแขกขี้โกง ซึ้งน้ำใจก็คราวนี้ล่ะ มิเสียแรงมีแฟนเป็นแขก

ได้เศษเหรียญมาแล้วก็โทรเข้ามือถือตาเป๋อ พี่แกบอกไปรออีกที่ ให้รอที่นั่นก่อน ก็เลยเดินไปนั่งข้างตู้น้ำ…อ้าวมันสอดแบงค์ได้นี่หว่า เชยจริงตู กดชาอู่หลงมากินขวดนึง (100 เยน 35 บาท ฮือๆๆๆ) มีเศษตังทอนลงมา จะเอาไปคืนนายห้างแกก็ไปซะแล้ว ขอบคุณมากนะ จะไม่ลืมพระคุณเลยจริง ๆ


ตู้น้ำหยอดเหรียญที่แอร์พอร์ต

ขวดที่กินน่ะ ขวดขวาล่างสุด นั่นน่ะ 100 เยน

มุมขวาล่างช่องใส่แบงค์ ช่องกลางตังทอน ช่องซ้ายรับของ

นั่งรอตรงจุดนัดพบ ตาเป๋อก็ยังไม่มา เอ้า…แต่มียามหนุ่มรูปหล่อเดินยิ้มมาแต่ใกล มานั่งคุกเข่าตรงหน้าซะงั้น ชักเขินแฮะ

“แอร์พอร์ตจะปิดแล้วคร๊าบ สี่ทุ่มครึ่งแล้ว นอนที่นี่ไม่ได้นะคร๊าบ” พี่แกพูดภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่น ทำมือประกอบด้วย

“ค่ะๆ” พลางงง เฮ้ย หนามบินมีปิดด้วยเหรอวะ

“รอเพื่อนมารับค่ะ อีก 10 นาที” เรายิ้มให้ เอ๊า…มีแก้มแดงอีก คนญี่ปุ่นนี้เขินง่ายจังแฮะ

แล้วพี่แกก็เดินจากไป ปล่อยสาวสวยไว้กับตู้น้ำ โธ่ ตาเป๋อนะตาเป๋อ…..เอ้า…เดินพุงป่องมาโน่นแล้ว เสื้อแดงมาเชียว

“ร้องไห้รึยังล่ะเรา” ถามทำไม นี่เกือบเลยนะ

“หวัดดีพี่” ว่าแล้วยกมือไหว้แบบไทย พี่เป๋อพาไปซื้อตั๋ว airport Lemousine bus จะมีเคาน์เตอร์ของเขาเลย บอกไปชินจูกุ ราคา 3000 เยน (1000 บาท ฮือๆ)

พี่เป๋อบอก ใช้เวลา 2 ชั่วโมง อารมณ์เหมือนกรุงเทพสิงห์บุรี
ไม่อยากให้นั่งรถไฟเพราะจะไม่เห็นอะไรเลย ประตูแอร์พอร์ตเปิด ลมเย็นโชยมา โอย…….ตาเป๋อไมไม่บอกฟระ เนี่ยว่ามันหนาวขนาดนี้ๆๆๆๆๆ (ก็เสือกไม่เตรียมตัวมาเอง) แกหัวเราะบอกนี่ล่ะอากาศดี ถามแกแกบอกราว 12-13 องศา ฝนตกปรอยๆด้วย

“เรานี่โชคดี เลือกมาหน้าฝน เขาไม่มากันหรอกช่วงนี้”

“โธ่พี่….คนอื่นมาเคยสัมผัสฝนญี่ปุ่นไหม….แต่เอวิเคยนะเออ”

ขึ้นรถเสร็จ ปวดฉี่ ในรถด้านหลังมีห้องน้ำ มีกระดาษให้ด้วย เหนี่ยวเหนอะไปหมดแล้ว เดินทางเช้ายันมืด อยากล้างน้ำๆๆๆๆๆ ไม่มีน้ำมั่งหรือไงวะ ใครเคยเป็นอย่างเรามั่ง ติดน้ำอ่ะ ใช้ทิชชูก็ไม่สะอาด สาว ๆ เวลาเดินทางอย่าลืมพก baby wipe ที่เป็นผ้าซอง ๆ นะ มีประโยชน์มากทีเดียว

วิวด้านนอกรถมืดหมด รถวิ่งตามไฮเวย์จนถึงโตเกียว สังเกตเห็น office ต่าง ๆ ยังเปิดไฟ พี่เป๋อบอกว่าคนที่นี่ทำงานดึก บางทีไม่กลับ เช้าก็แวะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า กินกาแฟ เคี้ยวหมากฝรั่ง แล้วทำงานต่อ โห….เป็นพี่ไทย ไปจนเมาแล้วยังกลับบ้านก่อนเลยอ่ะ

ในที่สุดก็ถึงชินจูกุ บนรถบัสมีจอ LCD บอกด้วยว่าสถานที่ที่จอดคือที่ไหน เขียนภาษาอังกฤษชัดเจน Shinjuku ไม่ต้องกลัวหลงเลย ลงมาฝนตกปรอย ๆ พี่เป๋อเรียก Taxi บอกไป Shin-Okubo ที่นี่ Taxi ประตูเปิดปิดเองค่ะ แป๊บเดียวก็ถึง ขึ้นไปที่อพาร์ทเม้นท์ชั้น 4 ห้อง 413 ก็พบพี่ชิฮารุ พี่สะใภ้คนน่ารักขวัญใจของเรายิ้มต้อนรับ

“สวัสดีค่า….” พูดไทยชัดแจ๋ว

ก่อนอื่นขออิชั้นเข้าห้องน้ำก่อนเลย พี่เป๋อบอกที่นี่แยกห้องอาบน้ำกับส้วม มีปุ่มกดดังภาพ

ขออนุญาตพี่เป๋อพี่ชิฮารุที่นำภาพมาลง ณ ที่นี้ด้วยค่ะ (ไม่อนุญาตก็เอามาลงแล้ว)

ปุ่มอื่นอย่าไปยุ่งกับมันเลย เป่าลมไม่ว่า เจอน้ำร้อนลวกตรูดไม่คุ้มกันเด้อ…

(ที่บล๊อกของคุณ fudge-a-mania มีเรื่อง Japan and the Bathroom น่าสนใจทีเดียวค่ะ)

เก็บของเสร็จพี่เป๋อกับพี่ชิฮารุก็ถามหิวไหมมีหรือจะพลาด ไปกินข้าวกันดีกว่า

ร้านที่ไปอยู่แถวบ้านนี่เอง ข้ามถนนก็ถึง พี่เป๋อบอกร้านนี้เปิดดึก เวลาก็เที่ยงคืนกว่าเข้าไปแล้วยังมีลูกค้า 2-3 โต๊ะ…เป็นร้านสไตล์จิบ ๆ มีกับแกล้ม อะไรประมาณนั้น

พี่เป๋อสุดหล่อของเรา

บรรยากาศในร้าน

ปลาไข่นึ่งของโปรด…ทำไมมันเหลืออันเดียวหว่า

พี่เป๋อกับเด็กเสริฟ เห็นว่าเป็นคนเกาหลี (ย่านชินโอคุโบะ เป็นย่านเกาหลีค่ะ)

เอามั่งดิ ทำไมอ้วนงี้วะ (ยังไม่ชินอีกเหรอเนี่ย)

พี่เป๋อ พี่ชิฮารุ เอวิ

ยากิโซบะ

กลับมาบ้าน มีสมาชิกตัวใหญ่ ๆ อยู่ในบ้านอีกด้วยอีก 4


แคทเธอรีน

เอ็มจัง

ปิกัสโซ่

อีกตัวสีดำปี๋ ไม่ยอมให้ถ่าย เอาเป็นว่าเป็นแมวดำปี๋ละกันค่ะชื่อ เซรี่

ไปต่อกันวันถัดไป จะไปวัดอาซาคุสะนะคะ

1 comment to ทริปอดีต Japan(s.1) ตอน 1 จาก Bangkok ถึง Narita

Leave a Reply

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>